ปล่อยริดสีดวงทวารไว้โดยไม่รักษา อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนหนัก ที่ภูเก็ต

ปล่อยริดสีดวงทวารไว้โดยไม่รักษา อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนหนัก ที่ภูเก็ต

ริดสีดวงทวาร (Hemorrhoids) เป็นโรคที่หลายคนอาจมองข้าม เพราะในระยะเริ่มต้นมักมีอาการเพียงเล็กน้อย เช่น เลือดออกขณะถ่ายอุจจาระ เจ็บแสบ หรือมีก้อนบวมบริเวณทวารหนัก อย่างไรก็ตาม หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่เข้ารับการรักษา โรคนี้สามารถนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง เช่น เลือดออกมากเรื้อรัง ภาวะซีด การติดเชื้อ ไปจนถึงความเสี่ยงต่อคุณภาพชีวิตที่ลดลง

ในจังหวัดภูเก็ต ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยว และศูนย์กลางทางการแพทย์ของภาคใต้ มีสถานพยาบาล และคลินิกเฉพาะทางที่พร้อมให้บริการตรวจรักษาโรคริดสีดวงทวารด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย และมาตรฐานสากล บทความนี้จะพาคุณทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรคริดสีดวงทวาร ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น วิธีป้องกัน และแนวทางการรักษา รวมถึงแนะนำบริการทางการแพทย์ที่ภูเก็ต เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาได้อย่างถูกต้อง และปลอดภัย

ปล่อยริดสีดวงทวารไว้โดยไม่รักษา อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนหนัก ที่ภูเก็ต

ริดสีดวงทวาร คืออะไร?

ริดสีดวงทวาร (Hemorrhoids) คือ ภาวะที่ เบาะหลอดเลือด (vascular cushions) บริเวณปลายไส้ตรง และทวารหนักมีการโป่งพอง/ยืดขยายมากผิดปกติ จนกลายเป็นก้อนหรือติ่งเนื้อที่ทำให้ระคายเคือง เจ็บ หรือมีเลือดสดออกเวลาถ่ายอุจจาระ โดยปกติ เบาะหลอดเลือด เหล่านี้มีหน้าที่ช่วยปิดทวาร และควบคุมการกลั้นอุจจาระ แต่เมื่อมีแรงดันภายในหลอดเลือดสูงขึ้นเรื้อรัง เนื้อเยื่อพยุงหย่อน และหลอดเลือดขยายตัว จึงเกิดริดสีดวงทวาร

ริดสีดวงแบ่งใหญ่ ๆ ได้ 2 ชนิด

  • ริดสีดวงภายใน (Internal hemorrhoids): เกิดเหนือเส้นรอยต่อทวารหนัก (dentate line) เยื่อบุมีเส้นประสาทความเจ็บปวดน้อย จึงมัก ไม่ค่อยเจ็บ แต่ มีเลือดสดออก ง่าย โดยเฉพาะขณะ/หลังถ่าย
  • ริดสีดวงภายนอก (External hemorrhoids): เกิดใต้เส้นรอยต่อทวารหนัก อยู่ที่ผิวหนังรอบปากทวาร มีปลายประสาทหนาแน่น จึง เจ็บแสบมาก โดยเฉพาะเมื่อมีก้อนเลือดคั่ง (thrombosis) จะเป็น ก้อนแข็ง สีออกม่วง น้ำเงิน เจ็บมากฉับพลัน

สำหรับ ริดสีดวงภายใน มักประเมินความรุนแรงเป็น 4 ระยะ (Grade I–IV) ตามระดับการ โผล่/หย่อน (prolapse) ออกมานอกทวารเวลาถ่ายหรือออกแรง

สาเหตุ และปัจจัยเสี่ยงของโรคริดสีดวงทวาร

หัวใจสำคัญ คือ แรงดันในหลอดเลือดดำบริเวณทวารสูงขึ้นเรื้อรัง + เนื้อเยื่อพยุงหย่อน ซึ่งสัมพันธ์กับพฤติกรรม และภาวะหลายประการ ดังนี้

  • ท้องผูกเรื้อรัง และการเบ่งนาน อุจจาระแข็งจากใยอาหารน้อย/ดื่มน้ำน้อย ทำให้ต้องเบ่งแรง และนาน เพิ่มแรงดันในช่องท้อง และหลอดเลือดดำรอบทวาร เกิดการโป่งพองของเบาะหลอดเลือด
  • นั่งห้องน้ำ/นั่งสมาร์ตโฟนนาน การนั่งแช่นาน ๆ โดยเฉพาะที่โถชักโครกทำให้เลือดคั่งบริเวณทวาร เพิ่มโอกาสบวม และอักเสบ
  • อาหารใยอาหารต่ำ ดื่มน้ำน้อย ใยอาหารช่วยให้อุจจาระนุ่ม เพิ่มปริมาตร ลดแรงเบ่ง การดื่มน้ำน้อยทำให้อุจจาระแข็ง จึงกระตุ้นปัญหาวนซ้ำ
  • ยกของหนัก/ออกแรงดันช่องท้องสูง การยกของหนัก เล่นเวทด้วยเทคนิคกลั้นหายใจ (Valsalva) หรืออาชีพที่ต้องออกแรงบ่อย เพิ่มแรงดันหลอดเลือดดำรอบทวาร
  • ท้องเสียเรื้อรัง/ระคายเคืองเยื่อบุ แม้ไม่ต้องเบ่งมาก แต่ถ่ายถี่ ระคายเคืองเยื่อบุ และเบาะหลอดเลือด ทำให้บวม และอักเสบง่าย
  • การตั้งครรภ์ และหลังคลอด ฮอร์โมนทำให้ผนังหลอดเลือดหย่อน ร่วมกับมดลูกที่โตเพิ่มแรงดันในอุ้งเชิงกราน จึงพบริดสีดวงช่วงไตรมาสท้าย และหลังคลอดได้บ่อย
  • ภาวะอ้วน และการนั่งนาน น้ำหนักกดลงอุ้งเชิงกราน เลือดไหลกลับยาก เสี่ยงคั่งบริเวณทวาร
  • อายุที่มากขึ้น/เนื้อเยื่อเสื่อม เส้นใยพยุง (connective tissue) เสื่อมตามวัย ทำให้เบาะหลอดเลือดหย่อน โผล่ได้ง่าย
  • ไอเรื้อรัง/โรคปอด/โรคที่เพิ่มแรงดันในท้อง การไอบ่อย ๆ ทำให้แรงดันช่องท้องพุ่งซ้ำ ๆ ส่งผลคล้ายการเบ่ง
  • ยาบางชนิด/พฤติกรรมอื่น เช่น ยาที่ทำให้ท้องผูก (โอปิออยด์ ยาบางกลุ่มแก้ภูมิแพ้/จิตเวช) การกลั้นอุจจาระบ่อย การขาดการเคลื่อนไหว

หมายเหตุ: ปัจจัยทางพันธุกรรมอาจมีส่วน ทำให้บางคนไวต่อการเกิดริดสีดวงมากกว่าคนอื่นแม้พฤติกรรมคล้ายกัน

อาการของริดสีดวงทวารในแต่ละระยะ

  • ริดสีดวงภายใน (Internal):
    • ระยะที่ 1 (Grade I): ยังไม่โผล่ เลือดสดออกปนกระดาษหรือหยดในโถ ไม่ค่อยเจ็บ คัน/ระคายบ้าง
    • ระยะที่ 2 (Grade II): โผล่ออกเวลาเบ่งถ่าย แต่ หดกลับเองได้ หลังถ่าย อาจมีมูกไหล แสบรอบทวาร
    • ระยะที่ 3 (Grade III): โผล่ออก และ ต้องใช้มือดันกลับ เจ็บ หนักก้น เลือดออกง่าย การนั่ง/เดินนานระคายมาก
    • ระยะที่ 4 (Grade IV): โผล่ออกตลอด ดันกลับไม่ได้ เสี่ยงบวมอักเสบ คั่งเลือด ขาดเลือด (strangulation) ปวดมาก มักมีมูก/สกปรกเปื้อนกางเกงใน คันเรื้อรัง
  • ริดสีดวงภายนอก (External): อาการเด่นคือ ปวดแสบปวดร้อน โดยเฉพาะเมื่อเกิด ก้อนเลือดคั่ง (thrombosed external hemorrhoid) จะเห็นเป็นก้อนแข็งสีม่วงน้ำเงินเจ็บมากเฉียบพลัน นั่งไม่ถนัด ใส่เสื้อผ้ารัดแน่นลำบาก หลังอักเสบยุบลงมักเหลือ ติ่งผิวหนัง (skin tag) ที่สกปรกง่าย
  • อาการร่วม/สัญญาณพบบ่อย: เลือดสดหลังถ่าย (มักไม่ปนกับอุจจาระ) คัน เหนอะหนะจากมูก ระคายผิวหนังรอบทวาร เจ็บขณะเช็ด ถ่ายติดขัดจากกลัวเจ็บ (ทำให้ท้องผูกยิ่งขึ้น เกิดวงจรซ้ำ)
  • ข้อควรระวัง: เลือดออกทางทวาร ไม่ได้มีสาเหตุจากริดสีดวงเสมอไป ในคนอายุ ≥40 ปี หรือมีปัจจัยเสี่ยงมะเร็งลำไส้ หากมีเลือดออกครั้งแรก/ผิดปกติ ควรพบแพทย์เพื่อคัดกรองสาเหตุอื่นที่ร้ายแรงกว่า
ภาวะแทรกซ้อนของริดสีดวงทวาร เมื่อปล่อยไว้ไม่รักษา

ภาวะแทรกซ้อนของริดสีดวงทวารเมื่อปล่อยไว้ไม่รักษา

หากปล่อยริดสีดวงทวารโดยไม่ดูแลหรือปรับพฤติกรรม อาจลุกลาม และเกิดภาวะแทรกซ้อน ดังนี้

  • เลือดออกเรื้อรังจนโลหิตจาง (Iron-deficiency anemia) เลือดสดออกซ้ำ ๆ แม้ครั้งละไม่มาก แต่สะสมจนฮีโมโกลบินต่ำ อ่อนเพลีย หน้ามืด ใจสั่น เหนื่อยง่าย ต้องรักษาต้นเหตุ และเสริมธาตุเหล็ก/ให้เลือดในรายรุนแรง
  • ก้อนเลือดคั่ง และการอักเสบรุนแรง (Thrombosis/Inflammation) โดยเฉพาะริดสีดวงภายนอก ทำให้ปวดทรมานฉับพลัน ต้องรับยาแก้ปวด ประคบเย็น หรือทำหัตถการระบายลิ่มเลือดในช่วงเวลาที่เหมาะสม
  • ริดสีดวงภายในค้างนอก (Strangulated prolapse) ระยะ 4 ที่ดันกลับไม่ได้ ทำให้การไหลเวียนเลือดติดขัด เนื้อเยื่อบวมมาก ขาดเลือด เกิดแผล/เนื้อตาย ปวดมาก จำเป็นต้องพบแพทย์ด่วน
  • แผลถลอก เลือดหยุดยาก/แผลเป็น (Ulceration/Fibrosis) การเสียดสีกับอุจจาระหรือการเช็ดแรง ๆ ทำให้เกิดแผลซ้ำ เพิ่มโอกาสติดเชื้อ และเจ็บเรื้อรัง
  • การติดเชื้อ/ฝีทวาร (แม้พบไม่บ่อย) แผลหรือรอยฉีกขาดเป็นทางให้เชื้อแบคทีเรียเข้าสู่เนื้อเยื่อ เกิดหนอง ปวด บวม แดง ร้อน มีไข้ ต้องระบายหนอง และให้ยาปฏิชีวนะ
  • ปัญหาผิวหนัง และความสะอาด (Pruritus ani/dermatitis) มูกไหล และความชื้นทำให้ผิวหนังรอบทวารอักเสบ คัน แสบ เกิดผื่น และการติดเชื้อราแทรกซ้อนได้
  • คุณภาพชีวิตถดถอย ปวด/คันเรื้อรัง นอนไม่หลับ ไม่มั่นใจ เลี่ยงกิจกรรม อึดอัดเมื่อต้องเดินทางไกล หรือนั่งทำงานนาน ๆ ส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงาน และสุขภาวะจิตใจ

สรุป เหตุผลที่ต้องรักษาแต่เนิ่น ๆ: ลดเลือดออก และอาการปวด ป้องกันภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง เลี่ยงการลุกลามไปสู่ระยะที่ต้องทำหัตถการ/ผ่าตัด และคืนคุณภาพชีวิตให้เร็วที่สุด

การวินิจฉัยริดสีดวงทวาร

  • ซักประวัติ (History taking) แพทย์จะเริ่มจากสอบถามอาการ และพฤติกรรมของผู้ป่วย เช่น
    • อาการหลัก: มีเลือดออกขณะถ่ายหรือไม่ สีเลือดสดหรือคล้ำ
    • ระยะเวลา และความถี่ของอาการ
    • อาการร่วม: เจ็บ แสบ คัน หนักก้น ก้อนโผล่
    • ประวัติท้องผูกเรื้อรัง/ท้องเสีย
    • พฤติกรรมการนั่งถ่ายนาน/ยกของหนัก
    • โรคประจำตัวหรือยาที่ใช้อยู่ (เช่น ยาละลายลิ่มเลือด)
    • ประวัติครอบครัวเกี่ยวกับโรคทางลำไส้ เช่น มะเร็งลำไส้

จุดสำคัญ: อาการเลือดออกทางทวารหนัก ไม่ใช่เสมอว่ามาจากริดสีดวงทวาร อาจเป็นโรคร้ายแรง เช่น มะเร็งลำไส้ใหญ่ จึงจำเป็นต้องซักประวัติ และตรวจเพิ่มเติมอย่างละเอียด

  • การตรวจร่างกาย (Physical examination)
    • การตรวจด้วยตา (Inspection): สังเกตบริเวณรอบทวารว่ามีก้อนโป่งพอง ติ่งเนื้อ หรือรอยแตก/อักเสบ
    • การตรวจทางทวารด้วยนิ้ว (Digital rectal examination): ใช้นิ้วสอดเข้าไปคลำก้อน ความนุ่มแข็ง หรือหาสิ่งผิดปกติอื่น ๆ
    • การตรวจด้วยเครื่องมือส่องทวาร (Anoscopy/Proctoscopy): เป็นการส่องเข้าไปดูภายในทวารตรงโดยตรง เพื่อประเมินขนาด ตำแหน่ง และจำนวนของริดสีดวง รวมถึงหาสาเหตุอื่น ๆ
  • การตรวจเพิ่มเติม (Further investigations) แพทย์อาจแนะนำการตรวจเพิ่มเติมหากมีความเสี่ยงหรืออาการที่ไม่ชัดเจน เช่น
    • Sigmoidoscopy: ส่องกล้องเข้าไปตรวจดูไส้ตรง และลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย
    • Colonoscopy: ส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ทั้งหมด เหมาะกับผู้ที่มีอายุ >40 ปี หรือมีอาการเลือดออกซ้ำที่อาจสัมพันธ์กับมะเร็งลำไส้
    • Complete blood count (CBC): ตรวจเลือดเพื่อดูภาวะโลหิตจางจากการเสียเลือดเรื้อรัง
  • การแยกโรค (Differential diagnosis)
    • อาการเลือดออก และเจ็บทวารหนักอาจเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น
    • แผลปริทวาร (Anal fissure)
    • ฝีทวารหนัก (Perianal abscess)
    • มะเร็งลำไส้ใหญ่ และไส้ตรง
    • โพลิปในลำไส้ (Colorectal polyps)
    • โรคลำไส้อักเสบ (Inflammatory bowel disease)

ดังนั้น การวินิจฉัยที่ถูกต้องจึงต้องอาศัยทั้งการซักประวัติ การตรวจร่างกาย และเครื่องมือทางการแพทย์ร่วมกัน

การรักษาริดสีดวงทวาร

การรักษาริดสีดวงทวาร

การรักษาริดสีดวงทวาร มีหลายวิธีตั้งแต่การปรับพฤติกรรมและใช้ยา ไปจนถึงการทำหัตถการหรือผ่าตัด ขึ้นอยู่กับชนิดของริดสีดวง (ภายในหรือภายนอก) ระดับความรุนแรง (ตั้งแต่ระดับ 1–4) ความรบกวนต่อการใช้ชีวิต ภาวะแทรกซ้อน และโรคร่วมของผู้ป่วย โดยมีเป้าหมายเพื่อหยุดเลือด บรรเทาอาการปวด ลดการอักเสบ ช่วยให้ขับถ่ายได้เป็นปกติ และป้องกันไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำอีก

  • การดูแลแบบอนุรักษ์ (Conservative management) ในระยะเริ่มต้นหรืออาการไม่รุนแรง การดูแลแบบไม่ผ่าตัดมักได้ผลดี และเป็นพื้นฐานสำคัญของการรักษาทุกรูปแบบ
    • การปรับพฤติกรรมและโภชนาการ
      • ทำให้อุจจาระนุ่ม ขับถ่ายเป็นเวลา ลดแรงเบ่ง และไม่ใช้เวลานั่งชักโครกนาน
      • กินผัก ผลไม้ และธัญพืชเต็มเมล็ดเพิ่มใยอาหาร หรือเสริมใยอาหารชนิดละลายน้ำ (เช่น psyllium) ให้ได้วันละ 25–35 กรัม โดยเพิ่มปริมาณอย่างค่อยเป็นค่อยไปเพื่อป้องกันท้องอืด
      • ดื่มน้ำวันละ 1.5–2 ลิตร (หากไม่มีโรคที่ต้องจำกัดน้ำ) เพื่อให้อุจจาระชุ่มชื้น
      • สร้างนาฬิกาขับถ่าย หลังอาหารเช้า เพราะเป็นช่วงที่ลำไส้ใหญ่ทำงานดีที่สุด
      • ลดเวลานั่งชักโครกไม่เกิน 3–5 นาที และหลีกเลี่ยงเล่นโทรศัพท์ในห้องน้ำ
      • ใช้ที่วางเท้าช่วยให้ท่านั่งคล้ายยอง ๆ เพื่อให้อุจจาระออกง่าย
      • หลีกเลี่ยงการยกของหนักหรือการกลั้นหายใจแรง ๆ (ท่าวาลซัลวา)
    • ยา และการประคับประคอง
      • ยาเหน็บทวาร (Suppository) ใช้ในริดสีดวงภายใน เพื่อช่วยลดอักเสบ บรรเทาปวด และลดบวม มักมียาชา หรือสเตียรอยด์อ่อนผสมอยู่ ควรใช้ตามคำแนะนำของแพทย์เพื่อป้องกันผลข้างเคียง
      • ยาทาเฉพาะที่ ช่วยลดปวด แสบ คัน หรือบวม เช่น ยาชาเฉพาะที่ หรือครีมสเตียรอยด์อ่อน (ใช้ระยะสั้นเท่านั้น)
      • ยานิ่มอุจจาระ หรือยาระบายอ่อน เพื่อให้อุจจาระไม่แข็งเกินไป
      • อาบหรือแช่น้ำอุ่น (sitz bath) วันละ 2–3 ครั้ง โดยเฉพาะหลังถ่าย ช่วยคลายกล้ามเนื้อ ลดปวด และลดบวม
      • ยากลุ่มฟลาโวนอยด์ หรือ venoactive agents (ในบางราย) ช่วยลดบวมและความเปราะของหลอดเลือด โดยใช้ภายใต้คำแนะนำแพทย์
  • หัตถการผู้ป่วยนอก (Minimally invasive office procedures) เหมาะกับริดสีดวงภายในระยะ 1–3 ที่ไม่ตอบสนองต่อการดูแลทั่วไป หรือมีเลือดออกซ้ำ เช่น
    • การรัดยาง (Rubber Band Ligation; RBL) รัดฐานก้อนให้ขาดเลือดและหลุดออกเองภายใน 7–10 วัน
    • การฉีดสารทำให้หลอดเลือดฝ่อ (Injection sclerotherapy) ฉีดสารให้ผนังหลอดเลือดติดกันเพื่อลดเลือดออก
    • การจี้ด้วยแสงอินฟราเรด หรือความร้อน (Infrared coagulation, bipolar/thermal coagulation) เพื่อให้เนื้อเยื่อหดตัว ลดเลือดออก
    • Doppler-guided Hemorrhoidal Artery Ligation (HAL/THD) ผูกหลอดเลือดที่เลี้ยงก้อนและยกเนื้อเยื่อที่หย่อน เหมาะกับระยะ 2–3
  • การผ่าตัด (Surgical management) พิจารณาในรายที่เป็นระยะ 3–4 หรือมีภาวะแทรกซ้อน เช่น ขาดเลือด คั่งนอก หรือติดเชื้อ
    • การตัดก้อนริดสีดวง (Conventional hemorrhoidectomy) มีประสิทธิภาพสูง เหมาะกับก้อนใหญ่หลายก้อน
    • การเย็บกระชับเยื่อบุด้วยเครื่อง (Stapled hemorrhoidopexy) เหมาะกับริดสีดวงภายในที่หย่อน
    • การกรีดระบายลิ่มเลือด (Excision of thrombosed external hemorrhoid) ในกรณีริดสีดวงภายนอกที่ปวดเฉียบพลัน
  • การดูแลหลังการรักษา
    • รักษาให้อุจจาระนุ่ม ดื่มน้ำมากพอ และกินใยอาหารต่อเนื่อง
    • แช่น้ำอุ่นวันละหลายครั้ง โดยเฉพาะหลังถ่าย
    • ทำความสะอาดอย่างอ่อนโยน ซับให้แห้ง
    • เดินเบา ๆ กระตุ้นการไหลเวียน หลีกเลี่ยงยกของหนัก
    • หากมีเลือดออกมาก ปวดรุนแรง ไข้ หรือถ่ายไม่ออก ควรรีบพบแพทย์ทันที

การป้องกันไม่ให้เกิดริดสีดวงทวาร

การป้องกันคือ การดูแลแบบยั่งยืน หลังอาการดีขึ้นแล้ว เพื่อลดโอกาสกำเริบ และยืดผลลัพธ์ของการรักษา

  • การจัดการขับถ่าย ปรับใยอาหาร และน้ำให้ได้ระดับที่ทำให้อุจจาระ นิ่ม-เป็นแท่ง ขับถ่ายง่ายเป็นจังหวะ ฝึกถ่ายหลังอาหารเช้า ไม่กลั้นทันทีที่ปวด ลดเวลานั่งชักโครกให้สั้นที่สุด และใช้ท่านั่งที่ช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อรอบทวาร
  • โภชนาการ และไลฟ์สไตล์ เพิ่มผัก ผลไม้ ธัญพืชเต็มเมล็ด ถั่ว เมล็ดพืช หลีกเลี่ยงอาหารแปรรูป/หวานจัดที่ทำให้ท้องผูก ดื่มน้ำสม่ำเสมอ ออกกำลังกายระดับปานกลางสัปดาห์ละอย่างน้อย 150 นาที ควบคุมน้ำหนัก ลดการนั่งทำงานต่อเนื่องนาน ๆ ด้วยการลุกยืดเหยียดทุก 45–60 นาที
  • สุขอนามัย และการดูแลผิวบริเวณทวาร รักษาความแห้ง และสะอาดอย่างอ่อนโยน หากมีมูกหรือชื้นง่ายอาจใช้แผ่นซับชนิดไม่ระคายเคือง เปลี่ยนบ่อย ๆ หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีกลิ่น/แอลกอฮอล์
  • การหลีกเลี่ยงตัวกระตุ้น หลีกเลี่ยงยกของหนักหรือการเกร็งกลั้นหายใจแรง ๆ หากจำเป็นให้ใช้เทคนิคยกอย่างถูกต้อง ปรับการฝึกเวทไม่ให้เพิ่มแรงดันในท้องมากเกินไป จัดการภาวะไอเรื้อรัง/โรคปอดให้ดี ลดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในรายที่ทำให้ถ่ายไม่ปกติ
  • การทบทวนยา และโรคร่วม ยาบางชนิดทำให้ท้องผูก (เช่น โอปิออยด์ ยากลุ่มต้านโคลิเนอร์จิกบางชนิด) ปรึกษาแพทย์เรื่องทางเลือก การปรับขนาดยา หรือมาตรการป้องกันท้องผูกร่วมด้วย ในหญิงตั้งครรภ์หรือหลังกำเนิดบุตร ให้ให้ความสำคัญกับใยอาหาร น้ำ การแช่น้ำอุ่น และการลุกเดินเร็ว
  • สัญญาณเตือนที่ไม่ควรนิ่งนอนใจ เลือดออกมากขึ้น หน้ามืด ซีด ปวดรุนแรงเฉียบพลัน ก้อนค้างนอกดันกลับไม่ได้ ไข้ หนาวสั่น กลั้นถ่าย/ปัสสาวะลำบาก ควรพบแพทย์ทันทีเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับริดสีดวงทวาร

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับริดสีดวงทวาร

Q : ริดสีดวงทวาร คืออะไร?
A : ริดสีดวงทวารคือภาวะที่หลอดเลือดดำบริเวณทวารหนัก และไส้ตรงโป่งพองหรือบวมผิดปกติ จนกลายเป็นก้อนเนื้อเล็ก ๆ ทำให้เกิดอาการเลือดออก เจ็บ ปวด หรือคันบริเวณทวารหนัก

Q : ริดสีดวงทวารเกิดจากสาเหตุอะไร?
A : สาเหตุหลักมาจากการเบ่งถ่ายแรง ๆ หรือบ่อยครั้ง การท้องผูกเรื้อรัง การนั่งถ่ายนาน ขาดใยอาหาร ดื่มน้ำน้อย การยกของหนัก ภาวะอ้วน การตั้งครรภ์ รวมถึงอายุที่มากขึ้นทำให้เนื้อเยื่อเสื่อม

Q : ริดสีดวงทวารมีกี่ชนิด?
A : แบ่งออกเป็น 2 ชนิดหลัก ได้แก่

  • ริดสีดวงภายใน (Internal Hemorrhoids) เกิดในไส้ตรงตอนใน มักไม่เจ็บแต่เลือดออกง่าย
  • ริดสีดวงภายนอก (External Hemorrhoids) เกิดที่ปากทวาร มักเจ็บ ปวด และอาจมีก้อนเลือดคั่ง

Q : อาการบ่งบอกว่ากำลังเป็นริดสีดวงทวารมีอะไรบ้าง?
A : อาการที่พบบ่อย ได้แก่ เลือดสดออกขณะถ่ายอุจจาระ มีก้อนบวมยื่นออกมาจากทวาร เจ็บ แสบ คัน หรือรู้สึกไม่ถ่ายหมด หากอาการรุนแรงขึ้น ก้อนอาจโผล่ออกมาตลอด และดันกลับไม่ได้

Q : ริดสีดวงทวารอันตรายหรือไม่?
A : แม้ไม่ใช่โรคร้ายแรง แต่หากปล่อยไว้อาจทำให้เลือดออกเรื้อรังจนเกิดภาวะโลหิตจาง เกิดก้อนเลือดคั่ง เจ็บปวดรุนแรง การติดเชื้อ หรือคุณภาพชีวิตแย่ลง จึงควรรักษาตั้งแต่เนิ่น ๆ

Q : วิธีรักษาริดสีดวงทวารมีอะไรบ้าง?
A : การรักษาขึ้นอยู่กับความรุนแรง ตั้งแต่การปรับพฤติกรรม รับประทานอาหารที่มีกากใยสูง ดื่มน้ำมากขึ้น ใช้ยาทาหรือยานิ่มอุจจาระ ไปจนถึงการรักษาด้วยหัตถการ เช่น การรัดยาง การจี้เลเซอร์ หรือการผ่าตัดในรายที่อาการรุนแรง

Q : การรักษาริดสีดวงด้วยเลเซอร์คืออะไร?
A : เป็นการใช้พลังงานเลเซอร์รักษาก้อนริดสีดวงโดยตรง ทำให้เจ็บน้อยลง แผลเล็ก ฟื้นตัวไว ลดโอกาสเกิดซ้ำ จึงได้รับความนิยมในสถานพยาบาลหลายแห่ง

Q : ริดสีดวงทวารสามารถหายเองได้หรือไม่?
A : หากเป็นระยะเริ่มต้น อาการอาจทุเลาลงได้เมื่อปรับพฤติกรรม แต่โดยทั่วไปหากก้อนริดสีดวงโผล่ออกมาแล้ว มักไม่หายเอง ควรพบแพทย์เพื่อรับการรักษาที่เหมาะสม

Q : จะป้องกันไม่ให้เป็นริดสีดวงทวารได้อย่างไร?
A : รับประทานอาหารที่มีเส้นใยสูง ดื่มน้ำเพียงพอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ฝึกขับถ่ายเป็นเวลา ไม่กลั้นอุจจาระ และหลีกเลี่ยงการนั่งถ่ายนาน ๆ รวมถึงการยกของหนัก

Q : เมื่อไรควรไปพบแพทย์?
A : ควรพบแพทย์ทันทีหากมีอาการเลือดออกมากขึ้น เจ็บปวดรุนแรง ก้อนริดสีดวงดันกลับไม่ได้ หรือสงสัยว่าอาการเลือดออกอาจมาจากโรคอื่น เช่น มะเร็งลำไส้ใหญ่ โดยเฉพาะผู้ที่อายุมากกว่า 40 ปี

ทำไมควรรักษาริดสีดวงทวาร ที่ ภูเก็ต เมดิคอล คลินิก

สำหรับผู้ป่วยในภูเก็ต และจังหวัดใกล้เคียง การเข้ารับการดูแลใกล้บ้านช่วยให้ เริ่มรักษาได้เร็ว ติดตามต่อเนื่องได้ครบ และลดค่าใช้จ่ายแฝงจากการเดินทาง จุดเด่นที่ผู้ป่วยมักให้ความสำคัญ มีดังนี้

  • ความเชี่ยวชาญ และแนวทางตามหลักฐาน
    มีทีมแพทย์ที่คุ้นเคยกับโรคทวารหนัก และลำไส้ตรง ประเมินแบบองค์รวม ตั้งแต่การปรับพฤติกรรม การใช้ยา ไปจนถึงการเลือกหัตถการ/ผ่าตัดที่เหมาะกับแต่ละราย ตามแนวทางที่มีหลักฐานสนับสนุน
  • เทคโนโลยี และหัตถการที่ทันสมัย
    รองรับทางเลือกผู้ป่วยนอก เช่น การรัดยาง การฉีดสกเลอโรซานท์ การจี้อินฟราเรด/ความร้อน รวมถึงเทคโนโลยีเลเซอร์ และแนวทางผูกหลอดเลือดด้วยโดปเลอร์ (ตามความเหมาะสมของราย) เพื่อลดความเจ็บ และฟื้นตัวเร็วขึ้น
  • แผนดูแลหลังทำ และการป้องกันซ้ำ
    ออกแบบแผน post-procedure care + relapse prevention รายบุคคล เน้นการปรับใยอาหาร น้ำ ยานิ่มอุจจาระชั่วคราว เทคนิคการถ่าย และการดูแลผิวบริเวณทวาร พร้อมนัดติดตามเพื่อประเมินผลจริง
  • ความสะดวกสบาย และความเป็นส่วนตัว
    กระบวนการนัดหมายที่เป็นมิตร การดูแลอย่างเคารพความเป็นส่วนตัว และการสื่อสารชัดเจนทั้งก่อนทำ ระหว่างทำ และหลังทำ เหมาะกับทั้งคนไทยและชาวต่างชาติที่พำนักหรือท่องเที่ยวในภูเก็ต
  • ความคุ้มค่า และโปร่งใส
    อธิบายทางเลือก ค่าใช้จ่ายโดยประมาณ ความเสี่ยง-ประโยชน์ และความคาดหวังในการฟื้นตัวอย่างโปร่งใส เพื่อให้ผู้ป่วยตัดสินใจได้อย่างมั่นใจ

หมายเหตุ: รายละเอียดวิธีรักษาที่เหมาะสมที่สุดแตกต่างกันตามอาการ ระยะโรค โรคร่วม และยาที่ใช้อยู่ ควรเข้ารับการประเมินแบบตัวต่อตัวเพื่อจัดแผนที่ พอดีตัว จริง ๆ

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม

การปล่อยริดสีดวงทวารไว้โดยไม่รักษาอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ และไม่เพียงแต่ทำลายสุขภาพร่างกาย แต่ยังส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว การเข้ารับการรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มต้นจึงเป็นสิ่งจำเป็น ที่ภูเก็ตมีโรงพยาบาล และคลินิกที่พร้อมดูแลผู้ป่วยด้วยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และเทคโนโลยีการรักษาที่ทันสมัย ผู้ที่มีอาการหรือสงสัยว่าตนเองเป็นริดสีดวงทวารไม่ควรปล่อยทิ้งไว้ ควรรีบเข้ารับการตรวจ และรับคำแนะนำจากแพทย์ เพื่อให้สามารถกลับมามีชีวิตที่แข็งแรง และมั่นใจได้อีกครั้ง

ช่องทางการติดต่อ

สาขาลากูน่า

  • ภูเก็ต เมดิคอล คลินิก สาขาลากูน่า ตั้งอยู่ที่ 58/1 ตำบลเชิงทะเล อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต 83100
  • เปิดบริการทุกวัน จันทร์ – อาทิตย์ 09.00 – 22.00 น.
  • สอบถามผ่าน Line id. @pmcphuket (มี @ ด้วยนะครับ)
  • เบอร์โทรติดต่อ 096 236 2449
  • แผนที่คลินิก https://maps.app.goo.gl/SXaeLrSU9Lx47YPH6
  • จองคิวตรวจออนไลน์ https://pmclaguna.youcanbook.me

สาขาในเมือง

  • ภูเก็ต เมดิคอล คลินิก สาขาเมืองภูเก็ต ตั้งอยู่ที่ 41/7-41/8  ตำบลตลาดเหนือ  อำเภอเมืองภูเก็ต  จ.ภูเก็ต 83000 
  • เปิดบริการทุกวัน จันทร์ – อาทิตย์ 09.00 – 20.00 น.
  • สอบถามผ่าน Line id.   @pmcphuket (มี @ ด้วยนะครับ)
  • เบอร์โทรติดต่อ  096 228 2449
  • แผนที่คลินิก   https://maps.app.goo.gl/yeU9qNArGg3qdwZw9 
  • จองคิวตรวจออนไลน์     https://pmctown.youcanbook.me

สาขาหอนาฬิกา

  • ภูเก็ต เมดิคอล คลินิก สาขาหอนาฬิกา ตั้งอยู่ที่ 206/8 ถ. ภูเก็ต ต.ตลาดใหญ่  อำเภอเมืองภูเก็ต ภูเก็ต 83000
  • เปิดบริการทุกวัน จันทร์ – อาทิตย์ 12.00 – 20.00น. (ช่วงเเรก)
  • สอบถามผ่าน Line id.  @pmcphuket (มี @ ด้วยนะครับ)
  • เบอร์โทรติดต่อ   096 696 2449
  • แผนที่คลินิก https://maps.app.goo.gl/svPvTabmmD1DHe9v9
  • จองคิวตรวจออนไลน์ https://phuketmedicalclinic.youcanbook.me

เอกสารอ้างอิง

  • World Health Organization (WHO). Proctology and Anorectal Disorders: Guidance on prevention and treatment of hemorrhoids. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.who.int
  • National Institute of Diabetes and Digestive and Kidney Diseases (NIDDK). Hemorrhoids. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.niddk.nih.gov/health-information/digestive-diseases/hemorrhoids
  • American Society of Colon and Rectal Surgeons (ASCRS). Hemorrhoids: Symptoms and Treatments. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://fascrs.org/patients/disease-condition/hemorrhoids
  • พบแพทย์. ภาวะแทรกซ้อนของโรคริดสีดวง. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.pobpad.com/ภาวะแทรกซ้อนของโรคริดสีดวง
  • กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข. ข้อมูลโรคริดสีดวงทวารและแนวทางการดูแลรักษา. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.dms.moph.go.th