โรคอ้วน คืออะไร? เข้าใจสาเหตุ และความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่ในไขมันส่วนเกิน

โรคอ้วน คืออะไร? เข้าใจสาเหตุ และความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่ในไขมันส่วนเกิน

ในยุคที่อาหารสะดวก และชีวิตประจำวันแสนเร่งรีบ ภาวะโรคอ้วน (Obesity) กลายเป็นปัญหาสุขภาพระดับโลกที่กำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว หากมองเผิน ๆ โรคอ้วนอาจถูกมองว่าเป็นเรื่องของ น้ำหนักมาก หรือ รูปร่างใหญ่ เท่านั้น แต่แท้จริงแล้ว โรคอ้วน คือ ภาวะที่มีการสะสมของไขมันส่วนเกินในร่างกายจนส่งผลกระทบต่อสุขภาพอย่างรุนแรง เพราะไขมันไม่ได้เป็นแค่ชั้นใต้ผิวหนังเท่านั้น แต่ยังไปสะสมรอบอวัยวะภายใน (visceral fat) และสามารถกระตุ้นกลไกโรคต่าง ๆ ได้มากมาย

โรคอ้วน คืออะไร? เข้าใจสาเหตุ และความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่ในไขมันส่วนเกิน

โรคอ้วน คืออะไร?

โรคอ้วน (Obesity) คือ ภาวะที่ร่างกายสะสมไขมันส่วนเกิน มากเกินไปจนส่งผลเสียต่อสุขภาพ ไม่ใช่แค่เรื่องรูปร่าง แต่เป็นโรคเรื้อรัง ที่ต้องได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง

ไขมันส่วนเกิน โดยเฉพาะ ไขมันช่องท้อง (Visceral Fat) ซึ่งอยู่ลึกในช่องท้องรอบอวัยวะภายใน เช่น ตับ หัวใจ และลำไส้ เป็นตัวร้ายสำคัญ เพราะสามารถ

  • รบกวนการทำงานของฮอร์โมนในร่างกาย เช่น อินซูลิน และเลปติน
  • กระตุ้นให้เกิดการอักเสบเรื้อรังระดับต่ำ (Chronic Inflammation)
  • เพิ่มความเสี่ยงของโรคต่าง ๆ เช่น เบาหวาน โรคหัวใจ หลอดเลือด และตับ

องค์การอนามัยโลก (WHO) ให้คำจำกัดความว่า โรคอ้วน และน้ำหนักเกิน คือ การสะสมของไขมันในร่างกายอย่างผิดปกติ หรือมากเกินไปจนเป็นอันตรายต่อสุขภาพ โดยทั่วไปจะวัดได้จาก ดัชนีมวลกาย (BMI: Body Mass Index)

  • สูตร คือ น้ำหนักตัว (กิโลกรัม) ÷ ส่วนสูง (เมตร)²
    • ค่า BMI ตั้งแต่ 25–29.9 = น้ำหนักเกิน (Overweight)
    • ค่า BMI ตั้งแต่ 30 ขึ้นไป = โรคอ้วน (Obesity)

นอกจากนี้ การวัด รอบเอว (Waist Circumference) ก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะบอกระดับไขมันลงพุงซึ่งสัมพันธ์กับโรคหัวใจ และเบาหวานได้ชัดเจนกว่า BMI โดยทั่วไป

  • ผู้ชาย รอบเอวเกิน 90 เซนติเมตร
  • ผู้หญิง รอบเอวเกิน 80 เซนติเมตร
    ถือว่ามีความเสี่ยงสูง

โรคอ้วนจึงไม่ใช่เพียงปัญหาความสวยงาม แต่เป็น สัญญาณเตือนของร่างกาย ว่ามีความผิดปกติในสมดุลพลังงาน การทำงานของระบบเผาผลาญ และฮอร์โมน ซึ่งต้องได้รับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และติดตามอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนในอนาคต

สาเหตุของโรคอ้วน

โรคอ้วนไม่ได้เกิดจากการกินมาก หรือเคลื่อนไหวน้อยเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลของปัจจัยซับซ้อนหลายด้าน ที่เกี่ยวข้องทั้งพฤติกรรม ชีวิตประจำวัน สภาพแวดล้อม และพันธุกรรม

พื้นฐาน: ความไม่สมดุลของพลังงานโดยพื้นฐานแล้ว หากร่างกายได้รับพลังงาน (แคลอรี) มากกว่าที่ใช้ จะทำให้ร่างกายเก็บสะสมในรูปไขมัน ซึ่งเป็นกลไกหนึ่งของการเพิ่มน้ำหนัก แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนที่กินมากแล้วจะอ้วนเสมอไป เพราะยังมีปัจจัยอื่นร่วมด้วย

ปัจจัยที่สำคัญ

  • พฤติกรรมการกิน
    • กินอาหารแคลอรีสูง ไขมันอิ่มตัว น้ำตาลสูง และลดผัก/ผลไม้/ใยอาหาร
    • ดื่มเครื่องดื่มหวาน อาหารจานด่วน/แปรรูป
    • ส่วนแบ่งอาหารขนาดใหญ่ขึ้น พฤติกรรมกินเพื่อความบันเทิง หรืออารมณ์ (emotional eating)
  • การใช้พลังงาน และการเคลื่อนไหว
    • ขาดการออกกำลังกาย เคลื่อนไหวน้อย ทำงานนั่งมาก เป็นชีวิตแบบ sedentary lifestyle
    • เวลาหน้าจอเยอะ เช่น ทีวี คอม หรือโทรศัพท์ ทำให้ใช้พลังงานน้อยลง
  • การนอนหลับ และความเครียด
    • การนอนน้อย หรือคุณภาพการนอนไม่ดี มีผลต่อฮอร์โมนควบคุมน้ำหนัก เช่น เลปติน/เกรลิน ทำให้อยากอาหารมากขึ้น
    • ความเครียดระยะยาว มีผลต่อฮอร์โมนคอร์ติโซล ซึ่งอาจทำให้ร่างกายสะสมไขมันเพิ่ม 
  • พันธุกรรม และชีววิทยา
    • ผู้ที่มีแนวโน้มทางพันธุกรรมบางคนอาจมีโอกาสสะสมไขมันมากขึ้น
    • ระบบเมตาบอลิซึม (metabolism) ที่ช้า หรือความผิดปกติบางอย่าง (เช่น ฮอร์โมน ไทรอยด์) ก็มีบทบาท
  • สิ่งแวดล้อม และสังคม
    • สภาพแวดล้อมที่เอื้อให้กินง่าย และเคลื่อนไหวน้อย เช่น เขตเมือง อาคาร ไม่มีพื้นที่ออกกำลังกาย ใกล้ร้านอาหารจานด่วน
    • การตลาดอาหาร สื่อ สภาพเศรษฐกิจ และวัฒนธรรมการกินของสังคม
  • ปัจจัยอื่น ๆ
    • ยาบางชนิด เช่น ยาสเตียรอยด์ ซึมเศร้า ยาแอนติไซโคติก อาจทำให้น้ำหนักขึ้น
    • สภาวะทางการแพทย์บางอย่าง เช่น ภาวะซินโดรม เมตาบอลิก โรคต่อมไร้ท่อ

จากที่กล่าวมาข้างต้น จะเห็นได้ว่า โรคอ้วน คือผลรวมของหลายปัจจัยทั้งที่เราควบคุมได้ และไม่ได้ควบคุมได้ ดังนั้นการดูแลก็ต้อง หลายมิติ ไม่ใช่ลดน้ำหนักแบบรีดเร็วอย่างเดียว

ความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่ในไขมันส่วนเกิน

ความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่ในไขมันส่วนเกิน

เมื่อร่างกายสะสมไขมันส่วนเกินมากขึ้น ไม่ว่าในรูปของไขมันใต้ผิวหนัง หรือโดยเฉพาะไขมันรอบอวัยวะภายใน (visceral fat) จะก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพหลายประการ ดังนี้

  • โรคเรื้อรังทางหัวใจ และหลอดเลือด
    • โรคอ้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงหลักของโรคหัวใจ และหลอดเลือด ลิ้งกับความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง และโรคหลอดเลือดอุดตัน
    • ผู้ที่มีอ้วนมีโอกาสเกิดภาวะเส้นเลือดในสมองแตก หรืออุดตัน (stroke) มากขึ้น 
  • เบาหวานชนิดที่ 2 (Type 2 Diabetes) ไขมันส่วนเกินโดยเฉพาะในช่องท้อง ทำให้ร่างกายดื้อต่ออินซูลิน (insulin resistance) และนำไปสู่เบาหวานได้ง่ายขึ้น
  • โรคของตับ ไขมันพอกตับ และเมตาบอลิกซินโดรม
    • โรคอ้วนสัมพันธ์กับภาวะไขมันสะสมในตับ (non‐alcoholic fatty liver disease: NAFLD) ซึ่งอาจลุกลามเป็นตับอักเสบ ตับแข็งได้
    • เมตาบอลิกซินโดรมคือกลุ่มอาการที่ประกอบด้วย: รอบเอวใหญ่ ไขมันไตรกลีเซอไรด์สูง ความดันโลหิตสูง น้ำตาลสูง HDL ลด ซึ่งโรคอ้วนเป็นหัวใจสำคัญ
  • โรคมะเร็งบางชนิด ภาวะอ้วนเพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งหลายชนิด เช่น มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก มะเร็งเต้านมหลังหมดประจำเดือน มะเร็งลำไส้ใหญ่ ตับอ่อน ไต ฯลฯ
  • โรคข้อ/กระดูก และระบบหายใจ
    • น้ำหนักตัวมากกดทับข้อ เช่น เข่า สะโพก ทำให้เกิดโรคข้อเสื่อม (osteoarthritis) ได้เร็วขึ้น
    • ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (obstructive sleep apnea) พบมากในผู้ที่มีอ้วน
  • ผลกระทบต่อสุขภาพจิต และสังคม
    • โรคอ้วนไม่ได้มีผลเฉพาะร่างกาย แต่มีผลต่อ คุณภาพชีวิต เช่น ความมั่นใจในตัวเองต่ำ ภาวะซึมเศร้า ความอับอายจากการถูกตีตรา
    • มีการตีตราสังคม (stigma) ต่อผู้ที่มีรูปร่างอ้วน ซึ่งอาจส่งผลให้หลีกเลี่ยงการดูแลสุขภาพ
  • อัตราการเสียชีวิต และคุณภาพชีวิตที่ลดลง งานวิจัยพบว่าแม้การลดน้ำหนักเล็กน้อย (5–10 %) ก็สามารถลดความเสี่ยงโรคร้าย และการเสียชีวิตได้

การรักษาโรคอ้วน

โรคอ้วนเป็น โรคเรื้อรัง (Chronic Disease) ที่ต้องอาศัยการดูแลต่อเนื่อง ไม่สามารถแก้ได้ภายในระยะสั้น การรักษาที่ได้ผลดีที่สุด คือ การปรับพฤติกรรมชีวิตแบบยั่งยืน ร่วมกับการใช้การแพทย์สมัยใหม่ในบางกรณี

การปรับพฤติกรรมการกิน

หัวใจสำคัญของการรักษาโรคอ้วน คือ การสร้าง สมดุลพลังงาน ระหว่าง พลังงานที่รับเข้า และ พลังงานที่ร่างกายใช้
แนวทางที่ควรทำได้แก่

  • ลดแคลอรีอย่างค่อยเป็นค่อยไป (ลดลงวันละ 500–750 kcal) จะช่วยให้น้ำหนักลดได้ประมาณ 0.5–1 กก./สัปดาห์ ซึ่งปลอดภัย และยั่งยืน
  • เลือกอาหารที่อุดมด้วยสารอาหาร เช่น ผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี โปรตีนไขมันต่ำ และไขมันดี (เช่น อะโวคาโด ถั่ว และน้ำมันมะกอก)
  • ลดอาหารแปรรูป และน้ำตาล เช่น เครื่องดื่มหวาน ขนมขบเคี้ยว และอาหารทอด
  • จัดตารางมื้ออาหารให้เป็นเวลา หลีกเลี่ยงการกินจุบจิบ หรือกินตอนดึก
  • ดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอ วันละ 6–8 แก้ว เพื่อช่วยระบบเผาผลาญ และลดความอยากอาหาร

เคล็ดลับ: ไม่จำเป็นต้องอดอาหาร แต่ เลือกกินให้ฉลาด และลดพลังงานอย่างเหมาะสม

การออกกำลังกาย

การออกกำลังกายช่วยเผาผลาญพลังงาน เสริมกล้ามเนื้อ และปรับสมดุลระบบเผาผลาญ

  • ควรออกกำลังกายแบบแอโรบิกอย่างน้อย 150–300 นาที/สัปดาห์ (เช่น เดินเร็ว ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ)
  • เสริมแรงต้าน (Strength Training) 2–3 วัน/สัปดาห์ เพื่อสร้างกล้ามเนื้อ ซึ่งจะช่วยให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานได้มากขึ้น
  • หากเพิ่งเริ่ม ควรเริ่มช้า ๆ แล้วเพิ่มระยะเวลา และความหนักขึ้นทีละน้อย

หลักการง่าย ๆ: ขยับให้มากขึ้นทุกวัน — เช่น เดินแทนลิฟต์ ลุกยืนทุกชั่วโมง หรือเดินหลังมื้ออาหาร

การปรับพฤติกรรมจิตใจ และอารมณ์

หลายคนมีภาวะ กินเพราะอารมณ์ (Emotional Eating) เช่น เครียด เหงา หรือเบื่อ การจัดการจิตใจจึงสำคัญมาก เช่น

  • จดบันทึกการกิน (Food Journal) เพื่อรู้พฤติกรรมตัวเอง
  • ฝึกสติ (Mindful Eating) กินช้า เคี้ยวช้า รับรู้รสชาติ
  • หาวิธีคลายเครียดอื่น เช่น เดินเล่น ฟังเพลง หรือทำสมาธิ
  • เข้าร่วมโปรแกรมปรับพฤติกรรมกับนักจิตวิทยา หรือโค้ชสุขภาพ

การใช้ยา

ในบางกรณี แพทย์อาจพิจารณาใช้ยาช่วยลดน้ำหนัก โดยเฉพาะผู้ที่

  • มี BMI ≥ 30 kg/m²
  • หรือมี BMI ≥ 27 kg/m² ร่วมกับโรคร่วม เช่น เบาหวาน ความดัน ไขมันสูง

ยาจะทำงานผ่านกลไก เช่น ลดความอยากอาหาร หรือยับยั้งการดูดซึมไขมัน แต่ ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เท่านั้น เพราะมีผลข้างเคียง และข้อจำกัดในแต่ละราย

การผ่าตัดลดน้ำหนัก

  • เหมาะกับผู้ที่
    • มี BMI ≥ 40 kg/m²
    • หรือ BMI ≥ 35 kg/m² ร่วมกับโรคเรื้อรังที่ควบคุมยาก
  • การผ่าตัดมีหลายแบบ เช่น
    • Gastric Bypass: ทำให้กินได้น้อย และดูดซึมอาหารลดลง
    • Sleeve Gastrectomy: ตัดกระเพาะบางส่วนให้เล็กลง
    • Adjustable Gastric Band: รัดกระเพาะเพื่อลดปริมาณอาหารที่รับได้
  • หลังผ่าตัดต้องได้รับการติดตามโดยทีมแพทย์ โภชนากร และนักจิตวิทยาอย่างต่อเนื่อง เพื่อปรับอาหาร และพฤติกรรมให้เหมาะสม

การติดตามผลระยะยาว

การรักษาโรคอ้วนไม่จบเมื่อ น้ำหนักลด แต่ต้องรักษาให้น้ำหนักคงที่

  • ชั่งน้ำหนักสม่ำเสมอ (สัปดาห์ละ 1 ครั้ง)
  • รักษาพฤติกรรมการกิน และออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง
  • พบแพทย์เพื่อติดตามสุขภาพ เช่น ความดัน น้ำตาล ไขมัน
การป้องกันโรคอ้วน

การป้องกันโรคอ้วน

การป้องกันง่ายกว่าแก้ไข เพราะโรคอ้วนค่อย ๆ สะสมจากพฤติกรรมเล็ก ๆ ทุกวัน

  • รับประทานอาหารสมดุล
    • กินให้ครบ 5 หมู่ เน้นผักผลไม้ และลดของทอด–หวาน–มัน
    • หลีกเลี่ยงอาหารแปรรูป และเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง
    • แบ่งอาหารเป็นมื้อเล็ก ๆ 3–5 มื้อต่อวัน ไม่อดอาหาร
    • ดื่มน้ำแทนน้ำหวานทุกครั้ง
  • ออกกำลังกายเป็นประจำ
    • เดิน วิ่ง ว่ายน้ำ หรือปั่นจักรยานอย่างน้อยวันละ 30 นาที
    • เพิ่มการเคลื่อนไหวระหว่างวัน เช่น เดินขึ้นบันได ยืนทำงาน
    • ปลูกนิสัยให้ ร่างกายได้เคลื่อนไหวทุกวัน
  • นอนหลับให้เพียงพอ
    • ควรนอนอย่างน้อย 7–9 ชั่วโมงต่อคืน
    • การอดนอนทำให้ฮอร์โมนควบคุมความหิว (เกรลิน) เพิ่ม และฮอร์โมนอิ่ม (เลปติน) ลด → ทำให้กินมากขึ้น
  • จัดการความเครียด
    • ความเครียดทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนคอร์ติโซล ซึ่งกระตุ้นให้สะสมไขมัน
    • ใช้วิธีผ่อนคลาย เช่น เดินเล่น ทำสมาธิ ฟังเพลง หรือพูดคุยกับคนไว้ใจ
  • ตรวจสุขภาพประจำปี
    • ช่วยประเมิน BMI รอบเอว ความดัน น้ำตาล และไขมันในเลือด
    • หากเริ่มมีแนวโน้มอ้วน จะได้ปรับพฤติกรรมได้ทันเวลา

ทำไมควรเลือกตรวจ และรักษาโรคอ้วน ที่ ภูเก็ต เมดิคอล คลินิก

  • ทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ด้านโรคอ้วน เมตาบอลิซึม และโภชนาการ ได้รับการดูแลโดยแพทย์ที่มีประสบการณ์ในการรักษาภาวะอ้วน และความผิดปกติของระบบเผาผลาญ สามารถวิเคราะห์สาเหตุของน้ำหนักเกินในแต่ละบุคคล ทั้งจากพันธุกรรม ฮอร์โมน และพฤติกรรมการใช้ชีวิต เพื่อวางแผนการรักษาอย่างเหมาะสม และปลอดภัยที่สุด
  • ตรวจสุขภาพครบวงจร ทั้ง BMI, ไขมัน, น้ำตาล และฮอร์โมน ก่อนเริ่มการรักษา ก่อนเริ่มโปรแกรมลดน้ำหนัก จะมีการตรวจร่างกาย และประเมินค่าต่าง ๆ อย่างละเอียด เพื่อให้เข้าใจภาวะสุขภาพของผู้รับบริการในมิติของโภชนาการ ฮอร์โมน และการเผาผลาญ ซึ่งช่วยให้การรักษาเป็นไปอย่างแม่นยำ และได้ผลจริง
  • วางแผนโภชนาการเฉพาะบุคคล โดยนักโภชนาการมืออาชีพ นักโภชนาการของคลินิกจะออกแบบแผนอาหารเฉพาะบุคคล โดยคำนึงถึงไลฟ์สไตล์ ความชอบ และเป้าหมายของผู้ป่วย เพื่อให้สามารถปรับพฤติกรรมการกินได้จริง ไม่อดอาหาร และไม่เกิดภาวะโยโย่
  • แนะนำการออกกำลังกายที่ปลอดภัย เหมาะกับสภาพร่างกายแต่ละคน คลินิกมีผู้เชี่ยวชาญที่ให้คำแนะนำการออกกำลังกายที่เหมาะสมตามสุขภาพ เช่น โปรแกรมเฉพาะสำหรับผู้ที่มีข้อเข่าเสื่อม โรคหัวใจ หรือผู้สูงอายุ เพื่อให้การเผาผลาญไขมันมีประสิทธิภาพโดยไม่เสี่ยงต่อการบาดเจ็บ
  • มีโปรแกรมรักษาหลากหลาย ทั้งการปรับพฤติกรรม การใช้ยา และเทคโนโลยีช่วยลดไขมัน
    ไม่ว่าจะเป็นการลดน้ำหนักด้วยวิธีธรรมชาติ การใช้ยาภายใต้การควบคุมของแพทย์ หรือการใช้เทคโนโลยีช่วย เช่น การตรวจองค์ประกอบร่างกาย (Body Composition) และการกระตุ้นระบบเผาผลาญ คลินิกมีทางเลือกครบทุกแบบตามความต้องการของผู้ป่วย
  • ทำเลสะดวกในใจกลางภูเก็ต บรรยากาศเป็นมิตร มาตรฐานสากล ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่เดินทางสะดวก ใกล้ชุมชน และย่านธุรกิจของภูเก็ต ให้บริการในบรรยากาศอบอุ่น ไม่เหมือนโรงพยาบาลขนาดใหญ่ พร้อมอุปกรณ์ทางการแพทย์ทันสมัย และทีมงานที่ให้บริการทั้งภาษาไทย และอังกฤษ
  • ติดตามผลต่อเนื่อง เพื่อให้การลดน้ำหนักปลอดภัย และยั่งยืน แพทย์จะติดตามความคืบหน้าอย่างสม่ำเสมอ ทั้งในด้านน้ำหนัก ไขมัน และสุขภาพโดยรวม พร้อมปรับโปรแกรมตามผลลัพธ์ เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถรักษาน้ำหนักที่เหมาะสมได้อย่างยั่งยืน

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม

โรคอ้วน คือ ภาวะสะสมไขมันส่วนเกินที่ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องรูปร่าง แต่เป็น โรค ที่ซ่อนความเสี่ยงต่อสุขภาพไว้มากมาย ตั้งแต่เบาหวาน โรคหัวใจ มะเร็ง ไปจนถึงสุขภาพจิต และคุณภาพชีวิต การจะรับมือกับโรคนี้ได้ดีต้องเริ่มจากความเข้าใจ ทั้งสาเหตุหลายด้าน และผลกระทบที่อาจมองไม่เห็น และดำเนินการอย่างครบถ้วน ไม่ใช่แค่ลดน้ำหนักแต่เพียงอย่างเดียว

ช่องทางการติดต่อ

สาขาลากูน่า

  • ภูเก็ต เมดิคอล คลินิก สาขาลากูน่า ตั้งอยู่ที่ 58/1 ตำบลเชิงทะเล อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต 83100
  • เปิดบริการทุกวัน จันทร์ – อาทิตย์ 09.00 – 22.00 น.
  • สอบถามผ่าน Line id. @pmcphuket (มี @ ด้วยนะครับ)
  • เบอร์โทรติดต่อ 096 236 2449
  • แผนที่คลินิก https://maps.app.goo.gl/SXaeLrSU9Lx47YPH6
  • จองคิวตรวจออนไลน์ https://pmclaguna.youcanbook.me

สาขาในเมือง

  • ภูเก็ต เมดิคอล คลินิก สาขาเมืองภูเก็ต ตั้งอยู่ที่ 41/7-41/8  ตำบลตลาดเหนือ  อำเภอเมืองภูเก็ต  จ.ภูเก็ต 83000 
  • เปิดบริการทุกวัน จันทร์ – อาทิตย์ 09.00 – 20.00 น.
  • สอบถามผ่าน Line id.   @pmcphuket (มี @ ด้วยนะครับ)
  • เบอร์โทรติดต่อ  096 228 2449
  • แผนที่คลินิก   https://maps.app.goo.gl/yeU9qNArGg3qdwZw9 
  • จองคิวตรวจออนไลน์     https://pmctown.youcanbook.me

สาขาหอนาฬิกา

  • ภูเก็ต เมดิคอล คลินิก สาขาหอนาฬิกา ตั้งอยู่ที่ 206/8 ถ. ภูเก็ต ต.ตลาดใหญ่  อำเภอเมืองภูเก็ต ภูเก็ต 83000
  • เปิดบริการทุกวัน จันทร์ – อาทิตย์ 12.00 – 20.00น. (ช่วงเเรก)
  • สอบถามผ่าน Line id.  @pmcphuket (มี @ ด้วยนะครับ)
  • เบอร์โทรติดต่อ   096 696 2449
  • แผนที่คลินิก https://maps.app.goo.gl/svPvTabmmD1DHe9v9
  • จองคิวตรวจออนไลน์ https://phuketmedicalclinic.youcanbook.me

เอกสารอ้างอิง

  • World Health Organization (WHO). Obesity and Overweight – Key Facts. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก: https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/obesity-and-overweight
  • Centers for Disease Control and Prevention (CDC). Adult Obesity Causes & Consequences. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก: https://www.cdc.gov/obesity/basics/causes.html
  • National Institutes of Health (NIH) – National Heart, Lung, and Blood Institute. Causes of Overweight and Obesity. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก: https://www.nhlbi.nih.gov/health/overweight-and-obesity/causes
  • กระทรวงสาธารณสุข (ประเทศไทย). แนวทางการป้องกันและควบคุมภาวะอ้วนและน้ำหนักเกินในประชาชนไทย. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก: https://www.moph.go.th
  • กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข. ข้อมูลโรคอ้วนและพฤติกรรมเสี่ยงในประเทศไทย. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก: https://www.anamai.moph.go.th