ออฟฟิศซินโดรม (Office Syndrome) กลายเป็นหนึ่งในปัญหาสุขภาพที่พบบ่อยที่สุดในยุคทำงานแบบเร่งรีบ โดยเฉพาะในกลุ่มคนทำงานออฟฟิศ ฟรีแลนซ์ หรือแม้แต่คนที่ทำงานที่บ้าน (Work From Home) ตลอดวัน การนั่งทำงานนาน ๆ ในท่าเดิม การใช้คอมพิวเตอร์ติดต่อกันหลายชั่วโมง การก้มดูมือถือบ่อย และการใช้กล้ามเนื้อซ้ำ ๆ ทุกวัน ล้วนเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดความผิดปกติของระบบกระดูก กล้ามเนื้อ และเส้นประสาท
สิ่งที่หลายคนมักเข้าใจผิดคือ ออฟฟิศซินโดรมไม่ได้เกิดกับ คอ บ่า ไหล่ อย่างเดียว แต่สามารถปวดได้ตั้งแต่ศีรษะ หลัง เอว สะโพก แขน ข้อมือ ไปจนถึงปลายนิ้ว ซึ่งสาเหตุแต่ละตำแหน่งยังสามารถบอกโรคหรือความผิดปกติที่ซ่อนอยู่ได้ด้วย หากปล่อยทิ้งไว้ อาจลุกลามจนกลายเป็นอาการเรื้อรัง หรือเกิดภาวะรุนแรง เช่น หมอนรองกระดูกกดทับเส้นประสาท จนต้องรักษาอย่างจริงจัง

ออฟฟิศซินโดรม คืออะไร?
ออฟฟิศซินโดรม (Office Syndrome) เป็นกลุ่มอาการผิดปกติที่เกิดจากการใช้งานกล้ามเนื้อนานเกินไป ทำงานในท่าที่ไม่เหมาะสม หรือเคลื่อนไหวน้อยจนเกินไป โดยเฉพาะการ นั่งนาน และนิ่ง เป็นสิ่งที่อันตรายมากกว่าที่หลายคนคิด เพราะทำให้เลือดไหลเวียนช้า กล้ามเนื้อเกิดอาการเกร็งสะสม และเกิดจุดกดเจ็บในหลายบริเวณ
ปัจจัยที่ทำให้เกิดออฟฟิศซินโดรม ได้แก่
- นั่งหลังค่อม ยื่นหน้าเข้าหาจอคอมพ์
- วางคีย์บอร์ดหรือเมาส์ไม่ถูกตำแหน่ง
- จอคอมพ์ต่ำเกินไป
- นั่งไขว่ห้างตลอดเวลา
- ไม่พักสายตา ไม่ลุกเดินระหว่างทำงาน
- เตียงนอน–หมอนรองศีรษะไม่เหมาะกับสรีระ
- ความเครียดสะสม ทำให้กล้ามเนื้อเกร็งตัว
เมื่อเกิดการใช้งานซ้ำ ๆ ทุกวัน ร่างกายจึงเริ่มส่ง สัญญาณเตือน ผ่านอาการปวดหรือชาที่หลายคนคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดา แต่จริง ๆ แล้วคือสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม
เช็กอาการออฟฟิศซินโดรม: ปวดตรงไหน บอกอะไรได้บ้าง?
ต่อไปนี้คือการวิเคราะห์ ตำแหน่งปวด ที่พบบ่อย และความหมายของแต่ละจุด เพื่อช่วยให้คุณรู้ทันก่อนลุกลาม
ปวดคอ (Neck Pain): สัญญาณจากท่านั่งผิด–ก้มดูมือถือมากเกินไป
อาการปวดคอเป็นสัญญาณแรก ๆ ของออฟฟิศซินโดรม เนื่องจากคอคือส่วนที่ต้องรับน้ำหนักศีรษะตลอดเวลา หากก้มหน้าเพียง 30 องศา น้ำหนักที่คอต้องรับภาระจะเพิ่มขึ้นเป็น 18–20 กิโลกรัมทันที
สาเหตุ
- ก้มดูคอมพ์หรือมือถือเป็นเวลานาน
- นั่งหลังงอ ศีรษะยื่นไปด้านหน้า (Forward Head Posture)
- ใช้หมอนสูงหรือเตียงแข็งเกินไป
- กล้ามเนื้อคอด้านหลังตึงจากนั่งนาน
อาการ
- ปวดตึงคอบ่า
- ขยับคอแล้วมีเสียงก๊อบแก๊บ
- ปวดร้าวขึ้นศีรษะ ทำให้ปวดหัวเรื้อรัง
- ชาหรือเสียวบริเวณไหล่หรือแขน
อันตรายที่อาจเกิดขึ้น
- หมอนรองกระดูกคอเสื่อม
- หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท
ปวดไหล่ บ่า (Shoulder & Upper Back Pain): จุดเริ่มต้นของออฟฟิศซินโดรมที่พบบ่อยที่สุด
โซนคอบ่าไหล่คือ อันดับ 1 ที่คนทำงานนั่งโต๊ะปวดบ่อยที่สุด เพราะเป็นกล้ามเนื้อที่ทำงานหนักที่สุดในการพยุงศีรษะและการใช้แขน
สาเหตุ
- นั่งเครียด กดไหล่ค้าง
- ยกไหล่ไม่รู้ตัวเวลาพิมพ์งาน
- นั่งเกร็งไหล่นานเกินไป
- โต๊ะ–เก้าอี้ไม่สัมพันธ์กับสรีระ
อาการ
- ปวดตึงบริเวณบ่า
- ปวดร้าวไปต้นคอหรือสะบัก
- ยกไหล่แล้วเจ็บ
- มีจุดกดเจ็บ (Trigger Point)
อาการนี้หากปล่อยไว้นานจะลามเป็น ไหล่ติด หรือ Frozen Shoulder ได้
ปวดสะบัก (Scapular Pain): สะบักจม – สะบักแข็งจากการนั่งหน้าจอนาน
อาการปวดสะบักหรือ สะบักจม เกิดจากกล้ามเนื้อรอบสะบักทำงานไม่สมดุล
สาเหตุ
- นั่งหลังค่อม
- ยื่นคอไปข้างหน้า
- ใช้เมาส์มือขวาจนสะบักขวาตึง
- ไม่ค่อยขยับตัว
อาการ
- ปวดจุก ๆ ใต้สะบัก
- รู้สึกเหมือนมีอะไรเกาะหลัง
- ปวดร้าวไปคอหรือไหล่
ตำแหน่งนี้มักเกี่ยวข้องกับกล้ามเนื้อ 3 กลุ่ม คือ Trapezius, Rhomboid และ Levator Scapulae
ปวดหลังส่วนบน (Upper Back Pain): ต้นเหตุจากท่านั่งค่อม
สาเหตุ ปวดหลังส่วนบนส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับ ท่านั่ง มากที่สุด
- ไหล่ห่อ
- หลังค่อม
- แผ่นหลังไม่พิงพนักเก้าอี้
- จอคอมพ์ต่ำเกินไป
อาการ
- ปวดแน่นกลางหลัง
- ปวดลามลงมาถึงสะบัก
- หายใจลึก ๆ แล้วเจ็บ

ปวดหลังส่วนล่าง / เอว (Lower Back Pain): สัญญาณหมอนรองกระดูกเสื่อม หรือเกร็งจากนั่งนาน
หลังล่าง (Lumber Spine) เป็นส่วนที่รับน้ำหนักตัวมากที่สุด หากนั่งเก้าอี้ผิดท่าเกิน 6–8 ชั่วโมงต่อวัน จะทำให้เกิดภาวะ กล้ามเนื้อหลังล่างอ่อนแรง–กล้ามเนื้อสะโพกตึง จนเกิดออฟฟิศซินโดรมได้ง่าย
สาเหตุ
- นั่งนานเกินไป
- ไขว่ห้างบ่อย
- หมอนรองกระดูกเริ่มเสื่อม
- กล้ามเนื้อสะโพกตึง
อาการ
- ปวดเมื่อยหลังล่าง
- ปวดร้าวลงสะโพก
- เจ็บเวลาโน้มตัว
- ปวดตอนลุกขึ้นยืน
หากมีอาการปวดร้าวลงขา ควรรีบตรวจ เพราะอาจเป็นอาการของ หมอนรองกระดูกกดทับเส้นประสาท
ปวดสะโพก (Hip Pain): สาเหตุจากนั่งไขว่ห้างหรือกล้ามเนื้อสะโพกตึง
อาการปวดสะโพกเกิดมากขึ้นในกลุ่มวัยทำงาน เนื่องจากพฤติกรรมนั่งไขว่ห้าง และนั่งนานเป็นหลัก
สาเหตุ
- นั่งไขว่ห้าง
- กล้ามเนื้อสะโพกด้านข้างตึง
- กล้ามเนื้อก้นลึกอ่อนแรง
- พฤติกรรมการนั่งผิดสรีระ
อาการ
- ปวดสะโพกด้านข้าง
- ปวดลามลงขา
- ปวดเวลานั่งหรือยืนเป็นเวลานาน
อาจเสี่ยงต่อภาวะ Piriformis Syndrome
ปวดแขน ข้อมือ นิ้ว (Arm, Wrist & Finger Pain): เกิดจากการใช้เมาส์–คีย์บอร์ดซ้ำ ๆ
ตำแหน่งนี้เป็นปัญหาของคนทำงานคอมพ์โดยตรง
สาเหตุ
- ใช้เมาส์ทั้งวัน
- พิมพ์งานนานเกินไป
- มือเกร็งขณะใช้งาน
อาการ
- ปวดข้อมือ
- ชานิ้ว
- ปวดปลายแขน
- นิ้วล๊อก
อาจเกี่ยวข้องกับโรค
- Carpal Tunnel Syndrome
- De Quervain Syndrome
ปวดศีรษะเรื้อรัง (Tension Headache): จากคอ บ่า ไหล่ตึง
ความตึงเครียดของกล้ามเนื้อคอ บ่า ไหล่ สามารถลามขึ้นไปสู่ศีรษะได้โดยตรง ทำให้เกิดอาการ ปวดหัวจากความตึงเครียด (Tension-type Headache)
สาเหตุ
- จ้องหน้าจอนาน
- แสงไม่เหมาะกับการทำงาน
- เครียดสะสม
อาการ
- ปวดหัวเหมือนถูกรัด
- ปวดท้ายทอยแล้วลามขึ้นศีรษะ
- ปวดตึงขมับ

ออฟฟิศซินโดรมแบบไหนที่ต้องรีบพบแพทย์ทันที?
แม้ออฟฟิศซินโดรมส่วนใหญ่จะเป็นอาการเมื่อยล้าจากการใช้งานร่างกายซ้ำ ๆ แต่บางอาการถือเป็น “สัญญาณอันตราย” ที่อาจไม่ใช่แค่ออฟฟิศซินโดรมธรรมดา แต่เกี่ยวข้องกับ เส้นประสาท หรือ กระดูกสันหลัง ซึ่งควรรีบพบแพทย์ทันที ดังนี้
- ปวดร้าวแขน–ขา หากอาการปวดไม่ได้อยู่เฉพาะที่ไหล่ คอ หรือหลัง แต่ปวดร้าวลงไปตามแขน หรือขา แสดงว่าเส้นประสาทอาจถูกกดทับ เช่น ปลายประสาทถูกบีบจากหมอนรองกระดูกสันหลังที่เสื่อม หรือกล้ามเนื้อมัดลึกที่ตึงผิดปกติ
- ชาเป็นบริเวณกว้าง ความชาแบบปกติอาจเกิดจากการนั่งทับ แต่ถ้าชาเป็นวงกว้าง เช่น ชาทั้งแขน มือ หรือชาครึ่งขาเรื่อยลงมา ต้องระวัง เพราะอาจหมายถึงเส้นประสาทสันหลังถูกบีบรุนแรง หรือตำแหน่งที่กดทับอยู่ลึกกว่าปกติ
- ปวดจนเดินลำบาก ถ้าอาการปวดหลังหรือปวดขาทำให้เดินไม่สะดวก เดินแล้วเจ็บมากขึ้น หรือเดินได้แค่ระยะสั้น ๆ แล้วต้องหยุดพัก อาจเกี่ยวกับ ภาวีกระดูกสันหลังตีบแคบ (Spinal Stenosis) หรือหมอนรองกระดูกเคลื่อนทับเส้นประสาท
- อ่อนแรงร่วมกับปวด อาการอ่อนแรงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เช่น ยกแขนได้ไม่สุด ยกขาไม่ขึ้น หรือมีแรงน้อยลงกว่าปกติ โดยเกิดร่วมกับอาการปวดคอหรือปวดหลัง เป็นจุดบ่งชี้ว่าการกดทับเส้นประสาทเริ่มกระทบต่อการทำงานของกล้ามเนื้อแล้ว ซึ่งต้องพบแพทย์ด่วน
- ปวดรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ถ้าปวดมากขึ้นในทุกวัน แม้จะพักหรือกินยาก็ไม่ดีขึ้น อาจบ่งบอกว่าเป็นปัญหาโครงสร้าง เช่น หมอนรองกระดูกปลิ้น การอักเสบเรื้อรัง หรือเนื้อเยื่อกดทับเส้นประสาทอย่างต่อเนื่อง
- ปวดหลังร่วมกับปัสสาวะผิดปกติ อาการที่อันตรายที่สุด เช่น
- ปัสสาวะไม่ออก
- กลั้นปัสสาวะไม่ได้
- ชาบริเวณรอบก้นหรือขาหนีบ
นี่อาจเป็นสัญญาณของภาวะร้ายแรงที่ชื่อว่า Cauda Equina Syndrome ซึ่งเกิดจากหมอนรองกระดูกโป่งอย่างรุนแรงไปทับเส้นประสาทส่วนปลาย ต้องรีบรักษาโดยเร็วที่สุด เพราะถ้าช้าอาจเกิดผลกระทบถาวรต่อการขับถ่าย และการเดินได้
ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดออฟฟิศซินโดรมมากเป็นพิเศษ
- ทำงานหน้าคอมพิวเตอร์มากกว่า 6–10 ชั่วโมงต่อวัน
- นั่งทำงานต่อเนื่องโดยไม่ลุกยืดเส้น
- ใช้เก้าอี้ที่ไม่เหมาะกับสรีระ
- โต๊ะทำงานสูง–ต่ำไม่พอดี
- ความเครียดเรื้อรัง
- นอนดึก นอนไม่พอ
- ขาดการออกกำลังกาย
- ท่านั่งผิดซ้ำ ๆ ทุกวัน

การรักษาออฟฟิศซินโดรม
ออฟฟิศซินโดรมเป็นอาการที่เกิดจากการใช้งานร่างกายในท่าทางซ้ำ ๆ นานเกินไป โดยเฉพาะการนั่งทำงานต่อเนื่องหลายชั่วโมง การรักษาที่ดีควรทำทั้ง การดูแลตัวเอง และ การรักษาทางการแพทย์ ควบคู่กัน เพื่อให้ฟื้นตัวเร็ว และป้องกันไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำ
การรักษาเบื้องต้นที่ทำได้เอง
- ประคบร้อนการประคบร้อนช่วยคลายกล้ามเนื้อให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น เหมาะกับอาการตึง ปวดเมื่อยเรื้อรัง เคล็ดลับ: ประคบครั้งละ 15–20 นาที วันละ 2–3 ครั้ง
- ยืดกล้ามเนื้อ ช่วยลดความตึง และเพิ่มความยืดหยุ่น โดยเฉพาะกล้ามเนื้อคอ บ่า ไหล่ หลังส่วนล่าง ควรยืดทุกวัน แม้ไม่มีอาการ เพื่อป้องกันออฟฟิศซินโดรมกลับมาเป็นอีก
- พักสายตาเป็นระยะ (กฎ 20–20–20)
- ทุก ๆ 20 นาที
- มองออกไปไกล 20 ฟุต (ประมาณ 6 เมตร)
- ค้างไว้ 20 วินาที
- ช่วยลดอาการล้า แสบตา ปวดศีรษะจากหน้าจอ
- ลุกเดินทุก 45–60 นาที การลุกเปลี่ยนอิริยาบถช่วยลดแรงกดทับที่หลัง และคอ ลดความเสี่ยงของอาการปวดเรื้อรัง
- เปลี่ยนเก้าอี้ให้รองรับหลังได้ดี เลือกเก้าอี้ที่มีพนักพิงรับส่วนเว้าหลัง (Lumbar Support) และปรับระดับได้เหมาะกับโต๊ะ
ถ้าเปลี่ยนไม่ได้ ใช้หมอนหรือหมอนรองหลังช่วยได้ - จัดโต๊ะทำงานตามหลัก Ergonomics
- หน้าจออยู่ระดับสายตา
- ข้อมือวางระดับเดียวกับคีย์บอร์ด
- เท้าวางบนพื้นเต็ม ๆ
- หลังพิงพนักได้เต็มแผ่น จุดนี้ช่วยลดการกลับมาเป็นซ้ำได้ดีที่สุด
การรักษาทางการแพทย์
- กายภาพบำบัด เป็นการรักษาหลัก เช่น
- อบอุ่นด้วยคลื่นสั้น
- ยืด–คลายกล้ามเนื้อเฉพาะจุด
- ฝึกกล้ามเนื้อหลัง คอ ไหล่ ให้แข็งแรงขึ้น ช่วยแก้ทั้งอาการ และต้นเหตุ
- นวดคลายกล้ามเนื้อ (โดยผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น) คลายจุดตึง (Trigger Point) ลดปวดเรื้อรัง แต่ไม่ควรนวดแรงเกินไป เพราะอาจทำให้กล้ามเนื้ออักเสบหรือช้ำเพิ่มได้
- อัลตราซาวด์ลดการอักเสบ คลื่นอัลตราซาวด์ช่วยลดการอักเสบ คลายอาการตึงที่ลึกเกินกว่าจะคลายด้วยการนวดธรรมดา
- ฉีดยาแก้ปวด–อักเสบเฉพาะจุด ใช้ในกรณีปวดมาก กล้ามเนื้อตึงสะสมเป็นก้อน หรือเส้นประสาทเริ่มถูกกดทับ แพทย์จะประเมินเป็นรายบุคคล ไม่ใช่ทุกคนที่จำเป็นต้องฉีดยา
- ตรวจ MRI หากสงสัยหมอนรองกระดูกทับเส้น หากมีอาการน่ากังวล เช่น ปวดร้าวลงขา ชา อ่อนแรง MRI จะช่วยดูโครงสร้างกระดูกสันหลัง และเส้นประสาทอย่างละเอียด เพื่อวางแผนการรักษาที่ถูกต้อง

การป้องกันออฟฟิศซินโดรม
ออฟฟิศซินโดรมป้องกันได้ หากเราปรับพฤติกรรมการทำงาน และดูแลร่างกายอย่างเหมาะสม การทำสิ่งเหล่านี้เป็นประจำจะช่วยลดความเสี่ยงได้ถึง 60–80% เพราะช่วยลดการกดทับเส้นประสาท ลดอาการล้า และเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อที่จำเป็น
- นั่งให้หลังตรง ไหล่ผ่อน การนั่งหลังงอหรือยกไหล่เกร็งนาน ๆ ทำให้กล้ามเนื้อคอ บ่า หลังต้องทำงานหนักกว่าปกติ การนั่งหลังตรงแต่ผ่อนคลายช่วยกระจายแรงกด ลดตึงสะสมได้ดี
- ปรับจอคอมให้อยู่ระดับสายตาถ้าจอต่ำเกินไป เราจะเผลอก้มคอนานจนปวดคอ–บ่า จอที่อยู่ระดับสายตาช่วยให้กระดูกคออยู่ในแนวธรรมชาติ ลดแรงกดที่กล้ามเนื้อคอ และไหล่
- เลี่ยงการก้มดูมือถือ การก้มดูมือถือทำให้คอรับน้ำหนักมากขึ้นหลายเท่า ลองยกมือถือให้สูงขึ้น หรือใช้ที่วางมือถือ เพื่อลดการก้มเป็นเวลานาน
- ใช้เมาส์–คีย์บอร์ดแบบรองรับสรีระ (Ergonomic) อุปกรณ์เหล่านี้ช่วยลดการเกร็งข้อมือ แขน และไหล่ เหมาะมากสำหรับคนที่ต้องใช้คอมพิวเตอร์ต่อเนื่องหลายชั่วโมง
- ออกกำลังกายเสริมความแข็งแรงของหลัง และแกนกลางลำตัว กล้ามเนื้อแกนกลาง (Core) ที่แข็งแรงจะช่วยพยุงกระดูกสันหลัง ลดอาการปวดหลังได้อย่างยั่งยืน ตัวอย่างที่ดีต่อออฟฟิศซินโดรม:
- Plank
- ท่าบริหารหลังล่าง (Back extension)
- ยืดกล้ามเนื้อสะโพก และหลังส่วนล่าง
- ทำสัปดาห์ละ 2–3 ครั้ง จะเห็นผลชัดเจน
- นอนให้เพียงพอ ร่างกายที่พักผ่อนไม่พอทำให้กล้ามเนื้อฟื้นตัวได้ช้า และตึงเกร็งง่ายขึ้น นอนวันละ 7–9 ชั่วโมงช่วยให้กล้ามเนื้อฟื้นสภาพ ลดโอกาสเกิดออฟฟิศซินโดรมได้มาก
การป้องกันออฟฟิศซินโดรมแบบยั่งยืนคือ การจัดท่าทาง + เลือกอุปกรณ์ที่เหมาะสม + เสริมความแข็งแรงของร่างกาย เมื่อทำควบคู่กันเป็นประจำ จะช่วยลดความเสี่ยงออฟฟิศซินโดรมได้ถึง 60–80% อย่างเห็นผล
ทำไมควรรักษาออฟฟิศซินโดรม ที่ ภูเก็ต เมดิคอล คลินิก?
การรักษาออฟฟิศซินโดรมต้องอาศัยการประเมินสาเหตุที่แม่นยำ ไม่ใช่เพียงการนวดหรือบรรเทาอาการชั่วคราวเท่านั้น ภูเก็ต เมดิคอล คลินิก จึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสำหรับคนทำงานที่ต้องการการรักษาที่จริงจัง และเห็นผลไว ดังนี้
- แพทย์เชี่ยวชาญด้านอาการกล้ามเนื้อ–กระดูกในคนทำงาน วิเคราะห์สาเหตุได้ละเอียด เช่น ปวดจากกล้ามเนื้อ เส้นประสาท หรือหมอนรองกระดูกกดทับ ทำให้การรักษาแม่นยำกว่า
- ตรวจด้วยอุปกรณ์ทันสมัย วินิจฉัยตรงจุด มีอัลตราซาวด์ และการประเมินสรีระที่ช่วยระบุสาเหตุของอาการปวดคอ บ่า ไหล่ หลัง สะบัก และข้อมือได้ชัดเจน
- รักษาตามสาเหตุจริง ไม่ใช่รักษาแบบเหมารวม แต่ละคนปวดด้วยเหตุผลไม่เหมือนกัน คลินิกจะออกแบบการรักษาให้เหมาะกับอาการ และพฤติกรรมการทำงานเฉพาะบุคคล
- กายภาพบำบัดครบวงจร เห็นผลจริง รวมเทคนิคคลายกล้ามเนื้อ ยืดกล้ามเนื้อ อัลตราซาวด์ลดการอักเสบ และการฝึกเสริมกล้ามเนื้อแกนกลางอย่างเป็นระบบ
- ตรวจเร็ว ไม่ต้องรอนาน เหมาะสำหรับคนทำงานที่มีเวลาจำกัด สามารถเข้าตรวจ–รักษาแล้วกลับไปทำงานได้ในวันเดียว
- ค่าบริการโปร่งใส คุ้มค่า ไม่คิดเพิ่ม แจ้งราคาให้ทราบล่วงหน้า ไม่มีแพ็กเกจเกินจำเป็น ช่วยให้รักษาได้อย่างสบายใจ
- ให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัว และความสบายของผู้ป่วย ห้องตรวจเป็นสัดส่วน บรรยากาศเป็นกันเอง ทำให้คนไข้รู้สึกมั่นใจ และผ่อนคลาย
- แนะนำการปรับพฤติกรรม เพื่อไม่ให้ปวดซ้ำ อธิบายท่านั่ง ท่าทำงาน การวางคีย์บอร์ด–เมาส์ การจัดโต๊ะทำงานแบบ Ergonomic รวมถึงวิธีดูแลตนเองหลังรักษา
อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
- เลือกคลินิกกายภาพบำบัดในภูเก็ตอย่างไรให้ปลอดภัย เห็นผลไว และคุ้มค่า
- บริการตรวจรักษาโรคทั่วไป ที่ ภูเก็ต เมดิคอล คลินิก
ออฟฟิศซินโดรม เป็นปัญหาที่เกิดได้ทุกตำแหน่ง ตั้งแต่คอ ไหล่ หลัง เอว สะโพก ไปจนถึงข้อมือ และนิ้ว แต่ละจุดมีความหมายต่างกัน และสามารถ บอกโรคแฝง ได้ หากละเลยอาจพัฒนาไปสู่ภาวะรุนแรง เช่น หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท อาการชาหรืออ่อนแรง และภาวะเรื้อรังที่รักษายาก
การรู้ทันสัญญาณเตือน และแก้ไขตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยให้คุณทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีสุขภาพดีขึ้น และลดความเสี่ยงของโรคเรื้อรังในระยะยาว
ช่องทางการติดต่อ
สาขาลากูน่า
- ภูเก็ต เมดิคอล คลินิก สาขาลากูน่า ตั้งอยู่ที่ 58/1 ตำบลเชิงทะเล อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต 83100
- เปิดบริการทุกวัน จันทร์ – อาทิตย์ 09.00 – 22.00 น.
- สอบถามผ่าน Line id. @pmcphuket (มี @ ด้วยนะครับ)
- เบอร์โทรติดต่อ 096 236 2449
- แผนที่คลินิก https://maps.app.goo.gl/SXaeLrSU9Lx47YPH6
- จองคิวตรวจออนไลน์ https://pmclaguna.youcanbook.me
สาขาในเมือง
- ภูเก็ต เมดิคอล คลินิก สาขาเมืองภูเก็ต ตั้งอยู่ที่ 41/7-41/8 ตำบลตลาดเหนือ อำเภอเมืองภูเก็ต จ.ภูเก็ต 83000
- เปิดบริการทุกวัน จันทร์ – อาทิตย์ 09.00 – 20.00 น.
- สอบถามผ่าน Line id. @pmcphuket (มี @ ด้วยนะครับ)
- เบอร์โทรติดต่อ 096 228 2449
- แผนที่คลินิก https://maps.app.goo.gl/yeU9qNArGg3qdwZw9
- จองคิวตรวจออนไลน์ https://pmctown.youcanbook.me
สาขาหอนาฬิกา
- ภูเก็ต เมดิคอล คลินิก สาขาหอนาฬิกา ตั้งอยู่ที่ 206/8 ถ. ภูเก็ต ต.ตลาดใหญ่ อำเภอเมืองภูเก็ต ภูเก็ต 83000
- เปิดบริการทุกวัน จันทร์ – อาทิตย์ 12.00 – 20.00น. (ช่วงเเรก)
- สอบถามผ่าน Line id. @pmcphuket (มี @ ด้วยนะครับ)
- เบอร์โทรติดต่อ 096 696 2449
- แผนที่คลินิก https://maps.app.goo.gl/svPvTabmmD1DHe9v9
- จองคิวตรวจออนไลน์ https://phuketmedicalclinic.youcanbook.me
เอกสารอ้างอิง
- World Health Organization (WHO) Work-related musculoskeletal disorders: prevention, symptoms, and ergonomic recommendations. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก: https://www.who.int/news-room/fact-sheets
- Centers for Disease Control and Prevention (CDC) Ergonomics and musculoskeletal disorders in workplace settings. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก: https://www.cdc.gov/niosh/topics/ergonomics
- Occupational Safety and Health Administration (OSHA) Ergonomics at work: Risk factors, prevention, and workplace design guidelines. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก: https://www.osha.gov/ergonomics
- กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (ประเทศไทย) ข้อมูลโรคที่เกี่ยวกับกล้ามเนื้อ–กระดูก และคำแนะนำการทำงานแบบยศาสตร์ (Ergonomics) [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก: https://www.anamai.moph.go.th
- กรมแรงงานสัมพันธ์ กระทรวงแรงงาน (ประเทศไทย) แนวทางป้องกันโรคจากการทำงาน เช่น ปวดคอ ไหล่ หลัง และออฟฟิศซินโดรม [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก: https://www.labour.go.th
