ไวรัสตับอักเสบเอ (Hepatitis A) และไวรัสตับอักเสบบี (Hepatitis B) ถือเป็นหนึ่งในโรคที่หลายคนคิดว่า ไกลตัว แต่ในความเป็นจริง ทั้งสองโรคนี้สามารถพบได้ในชีวิตประจำวัน หนึ่งมาจากอาหาร ละน้ำที่ปนเปื้อน อีกหนึ่งสามารถติดต่อผ่านเลือด และสารคัดหลั่ง และทั้งคู่สามารถส่งผลกระทบต่อสุขภาพตับอย่างรุนแรงได้หากไม่ได้รับการป้องกันหรือรักษาอย่างทันท่วงที
โดยเฉพาะโรคไวรัสตับอักเสบบี ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของโรคตับเรื้อรัง ตับแข็ง และมะเร็งตับ หนึ่งในโรคที่คร่าชีวิตคนไทย และคนทั่วโลกจำนวนมากในแต่ละปี แต่ทั้งไวรัสตับอักเสบเอ และบีป้องกันได้ด้วยวัคซีน และวัคซีนทั้งสองชนิดได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีความปลอดภัยสูง ป้องกันได้ยาวนาน และเหมาะสำหรับคนทุกวัย

ไวรัสตับอักเสบเอ (Hepatitis A) คืออะไร? และทำไมถึงแพร่กระจายง่ายกว่าที่คิด
ไวรัสตับอักเสบเอเป็นการติดเชื้อที่เกิดจากเชื้อไวรัส HAV ซึ่งทำให้เกิดการอักเสบของตับ และติดต่อได้ง่ายมากผ่าน อุจจาระปนเปื้อน หรือสิ่งปนเปื้อนในอาหาร และน้ำ จึงถือเป็นโรคที่พบได้บ่อยในพื้นที่ที่สุขอนามัยไม่ดี หรือในกิจกรรมที่ใกล้ชิดผู้ติดเชื้อ
แม้ส่วนใหญ่คนจะหายได้เองใน 2–6 สัปดาห์ แต่ในบางรายอาจมีอาการรุนแรงจนถึงขั้นต้องนอนโรงพยาบาล และพบภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายได้ เช่น ภาวะตับล้มเหลวเฉียบพลัน
หลายคนไม่รู้ว่า
- การกินอาหารสุกๆ ดิบๆ
- การใช้ภาชนะร่วมกับผู้อื่น
- การดื่มน้ำไม่สะอาด
- การเดินทางไปยังประเทศที่มีการระบาด
ล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงของการติดไวรัสตับอักเสบเอแทบทั้งสิ้น แต่วัคซีนยังคงมีบทบาทสำคัญอย่างมาก เพราะสามารถป้องกันเชื้อได้เกือบ 100% และฉีดเพียง 2 เข็ม ก็ให้ภูมิคุ้มกันยาวนานหลายสิบปี
ไวรัสตับอักเสบบี (Hepatitis B) ทำไมถึงน่ากลัวกว่า?
ไวรัสตับอักเสบบี (HBV) เป็นหนึ่งในไวรัสที่มีความรุนแรงที่สุด เนื่องจากเป็น โรคเงียบ ที่หลายคนติดเชื้อโดยไม่รู้ตัว แต่สามารถทำลายตับได้เรื่อยๆ จนเกิดภาวะแทรกซ้อนในระยะยาว เช่น
- ตับอักเสบเรื้อรัง
- ตับแข็ง
- มะเร็งตับ (หนึ่งในสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ของคนไทย)
เส้นทางการติดเชื้อของไวรัสตับอักเสบบีชัดเจนมาก
- เลือด
- น้ำอสุจิ
- สารคัดหลั่ง
- การใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน
- การรับเลือด
- การสัก/เจาะ/ทำฟันโดยอุปกรณ์ไม่ผ่านการฆ่าเชื้อ
- การติดต่อจากแม่สู่ลูก
- การสัมผัสบาดแผลของผู้ติดเชื้อ
ความน่ากลัวอีกอย่างคือ—เชื้อ HBV สามารถอยู่บนพื้นผิวได้นานหลายวัน และยังสามารถก่อการติดเชื้อได้หากเข้าสู่ร่างกาย จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมวัคซีนไวรัสตับอักเสบบี จึงควรเป็นหนึ่งในวัคซีนพื้นฐานที่ทุกประเทศทั่วโลกแนะนำให้ฉีดตั้งแต่แรกเกิด และผู้ใหญ่ที่ไม่เคยฉีดควรได้รับวัคซีนโดยเร็วที่สุด

อาการของไวรัสตับอักเสบเอ และบีที่ควรรู้
แม้เป็นโรคเกี่ยวกับตับเหมือนกัน แต่รูปแบบอาการมีความแตกต่างบางส่วน
ไวรัสตับอักเสบเอ (HAV)
- คลื่นไส้ อาเจียน
- เบื่ออาหาร
- ไข้ต่ำ
- อ่อนเพลียมาก
- ปวดท้องใต้ชายโครงขวา
- ปัสสาวะสีเข้ม
- ตัวเหลือง ตาเหลือง
ส่วนใหญ่หายเอง แต่บางรายอาจรุนแรงถึงขั้นตับวายได้
ไวรัสตับอักเสบบี (HBV)
- ไม่มีอาการเลยในหลายราย
- อ่อนเพลียเรื้อรัง
- ปวดข้อ
- คลื่นไส้
- ตาเหลือง ตัวเหลือง
- ท้องอืด/ท้องมาน (ในรายเรื้อรัง)
- น้ำหนักลด
- อาจนำสู่ตับแข็ง และมะเร็งตับในระยะยาว
ความจริงที่หลายคนไม่รู้คือ—ผู้ติดเชื้อ HBV จำนวนมาก ไม่เคยรู้ตัวเลย จนกระทั่งตรวจพบจากการตรวจสุขภาพ
วัคซีนไวรัสตับอักเสบเอ ป้องกันอย่างไร และได้ผลแค่ไหน?
วัคซีนไวรัสตับอักเสบเอเป็นวัคซีนชนิดเชื้อตาย (Inactivated Vaccine) ที่มีความปลอดภัยสูงมาก สามารถฉีดได้ตั้งแต่อายุ 1 ปีขึ้นไป
- รูปแบบการฉีด: 2 เข็ม ห่างกัน 6–12 เดือน
- ประสิทธิภาพ: ป้องกันได้มากกว่า 95–99%
- ระยะเวลาการป้องกัน: ยาวนานหลายสิบปี หรือเกือบตลอดชีวิต
ประโยชน์สำคัญ
- ป้องกันอาการตับอักเสบรุนแรง
- ป้องกันการระบาดภายในครอบครัว ลดความเสี่ยงจากอาหาร และน้ำปนเปื้อน
- เหมาะมากสำหรับผู้ที่ชอบเที่ยวต่างประเทศ
- เหมาะกับผู้ที่ทำงานด้านอาหาร
วัคซีนไวรัสตับอักเสบบี มีความสำคัญอย่างไรต่อการป้องกันโรคตับในระยะยาว
วัคซีนไวรัสตับอักเสบบีเป็นหนึ่งในวัคซีนที่มีผลกระทบเชิงสาธารณสุขสูงที่สุดในโลก เพราะช่วยลดอัตรา ตับแข็ง และ มะเร็งตับ ได้จำนวนมาก
- รูปแบบการฉีด: 3 เข็ม (0 – 1 – 6 เดือน)
- ประสิทธิภาพ: ป้องกันได้มากกว่า 95–99%
- ระยะเวลาการป้องกัน: ยาวนานมาก อาจถึงตลอดชีวิต
ทำไมถึงสำคัญ?
- ป้องกันการติดเชื้อเฉียบพลัน
- ลดโอกาสเกิดตับอักเสบเรื้อรัง
- ลดความเสี่ยงมะเร็งตับในระยะยาว
- เด็กที่ฉีดตั้งแต่แรกเกิดมีภูมิคุ้มกันสูง
- ผู้ใหญ่ที่ยังไม่เคยฉีด ควรรับวัคซีนโดยเร็วที่สุด
วัคซีนชนิดนี้ปลอดภัยสูงมาก เพราะใช้มาแล้วกว่า 30 ปีทั่วโลก และเป็นหนึ่งในวัคซีนที่มีหลักฐานสนับสนุนมากที่สุดในเชิงการป้องกันโรคในระยะยาว
ความแตกต่างของไวรัสตับอักเสบเอ และบีที่ควรรู้ก่อนฉีดวัคซีน
ไวรัสตับอักเสบเอ (HAV)
- ติดต่อผ่านอาหาร และน้ำ
- มักเป็นเฉียบพลัน และหายเอง
- ไม่ทำให้เกิดตับเรื้อรัง
- วัคซีน 2 เข็ม ป้องกันได้นานมาก
ไวรัสตับอักเสบบี (HBV)
- ติดต่อผ่านเลือด และสารคัดหลั่ง
- นำสู่ตับแข็ง และมะเร็งตับ
- อันตรายกว่า และเรื้อรังกว่า
- วัคซีน 3 เข็ม เป็นเกราะป้องกันระยะยาว
แม้จะต่างกัน แต่ทั้งสองโรคมี ทางเดียว ที่ป้องกันได้ดีที่สุดคือวัคซีน

ใครบ้างที่ควรฉีดวัคซีนไวรัสตับอักเสบเอ และบี?
แม้วัคซีนตับอักเสบเอ (Hepatitis A) และตับอักเสบบี (Hepatitis B) จะเหมาะสำหรับทุกคน แต่กลุ่มต่อไปนี้ถือว่า ควรได้รับวัคซีนโดยเร็วที่สุด เพราะมีความเสี่ยงสูงกว่า
เด็ก
- ทารกแรกเกิด (วัคซีนตับอักเสบบี) เป็นวัคซีนพื้นฐานที่ควรได้รับตั้งแต่แรกเกิด เพื่อลดความเสี่ยงการติดเชื้อจากแม่หรือสิ่งแวดล้อมใกล้ตัว
- เด็กเล็ก และนักเรียน เด็กมักสัมผัสเชื้อจากอาหาร เครื่องใช้ หรือการใช้สิ่งของร่วมกับเพื่อน จึงควรได้รับครบตามวัย ทั้ง Hep A และ Hep B
- เด็กที่มีโรคเรื้อรัง เช่น โรคตับ ภูมิคุ้มกันต่ำ การติดเชื้ออาจรุนแรงมากกว่าปกติ วัคซีนช่วยลดภาวะแทรกซ้อน
ผู้ใหญ่
- ผู้ที่ไม่เคยฉีดวัคซีนมาก่อน เป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสะสมจากการใช้ชีวิตประจำวัน จึงควรเริ่มฉีดทันที
- ผู้ที่ทำงานเกี่ยวกับอาหาร เช่น พ่อครัว แม่ครัว ร้านอาหาร พนักงานเสิร์ฟ เพราะเชื้อไวรัสตับอักเสบเอแพร่ผ่านอาหารได้ง่าย
- บุคลากรสาธารณสุข เช่น แพทย์ พยาบาล ทันตแพทย์ เจ้าหน้าที่ห้องแล็บ เพราะมีโอกาสสัมผัสเลือดหรือสารคัดหลั่ง
- ผู้ที่มีคู่นอนหลายคน หรือมีพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศ ไวรัสตับอักเสบบีสามารถแพร่ผ่านการมีเพศสัมพันธ์ได้
- ผู้ที่อาศัยร่วมกับผู้มีเชื้อแบบเรื้อรัง (Hepatitis B carrier) มีโอกาสสัมผัสเลือด น้ำลาย หรือของใช้ส่วนตัวร่วมกัน
- ผู้ที่เดินทางบ่อย โดยเฉพาะประเทศที่พบการระบาดสูง เช่น ประเทศในเอเชีย แอฟริกา และอเมริกาใต้
- ผู้ที่มีโรคตับเรื้อรัง การติดเชื้อไวรัสเพิ่มอาการรุนแรง อาจนำไปสู่ตับวาย
- ผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ แอลกอฮอล์ทำลายตับอยู่แล้ว หากติดเชื้อจะยิ่งรุนแรง
- ผู้ที่สัก เจาะผิวหนัง หรือทำฟันบ่อย เพราะอุปกรณ์อาจปนเปื้อนเลือด แม้จะผ่านการฆ่าเชื้อก็ตาม
- ผู้ที่มีคู่รักเป็นผู้ติดเชื้อเรื้อรัง เพื่อป้องกันความเสี่ยงในชีวิตคู่ระยะยาว
ทำไมทุกคนควรฉีดวัคซีนทั้งตับอักเสบเอ และบี ไม่ใช่เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง
หลายคนอาจคิดว่าเลือกฉีดเฉพาะ ตัวที่เสี่ยง ก็พอ แต่ในความเป็นจริง การป้องกัน ทั้งสองเชื้อ คือสิ่งที่ดีที่สุด เพราะ
- เส้นทางการติดเชื้อแตกต่างกัน แต่พบได้ในชีวิตประจำวันเหมือนกัน
- HAV → อาหาร น้ำ ภาชนะปนเปื้อน
- HBV → เลือด สารคัดหลั่ง
- ทั้งสองแบบสามารถเกิดขึ้นได้แบบไม่รู้ตัว เพราะเป็นกิจกรรมในชีวิตประจำวันทั้งสิ้น
- วัคซีนทั้งคู่มีประสิทธิภาพสูงมาก วัคซีนทั้งสองชนิดมีอัตราการป้องกัน เกือบ 100%
- ป้องกันไว้ก่อน ช่วยลดค่าใช้จ่ายในอนาคตอย่างมหาศาล ค่ารักษาโรคตับเรื้อรัง ตับแข็ง หรือมะเร็งตับสูงกว่าค่าวัคซีนหลายเท่า
- เดินทางบ่อย เสี่ยงติด HAV มากกว่าที่คิด นักท่องเที่ยวจำนวนมากติดเชื้อ HAV จากประเทศปลายทางโดยไม่รู้ตัว WHO แนะนำให้ฉีดก่อนเดินทางอย่างน้อย 2 สัปดาห์
- ปกป้องครอบครัว และคนรอบข้าง การได้รับวัคซีนช่วยลดโอกาสแพร่เชื้อในบ้าน โดยเฉพาะบ้านที่มีเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้มีโรคประจำตัว
วัคซีนปลอดภัยไหม? และมีผลข้างเคียงแบบใดบ้าง?
วัคซีนทั้ง HAV และ HBV ถือว่าปลอดภัยสูงมาก ผลข้างเคียงที่พบส่วนใหญ่เป็นแบบอ่อน เช่น
- ปวดบริเวณที่ฉีด
- มีไข้เล็กน้อย
- อ่อนเพลีย
- ปวดเมื่อย
อาการมักหายเองภายใน 1–2 วัน และพบได้น้อยมาก ส่วนผลข้างเคียงรุนแรงนั้นพบ น้อยกว่า 1 ในล้าน วัคซีนทั้งสองชนิดจึงถือเป็นหนึ่งในวัคซีนที่ปลอดภัยที่สุดตามสถิติทั่วโลก
วัคซีนไวรัสตับอักเสบเอ และบีปกป้องคุณได้อย่างไร?
กระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกัน
เมื่อคุณได้รับวัคซีนไวรัสตับอักเสบเอหรือบี ร่างกายจะไม่ได้รับ เชื้อจริงแบบเต็มกำลัง แต่จะได้รับ ส่วนประกอบของเชื้อที่ถูกทำให้อ่อนฤทธิ์/เชื้อตาย หรือโปรตีนบางส่วนของไวรัส ซึ่งเพียงพอให้ระบบภูมิคุ้มกันจดจำได้ แต่ไม่รุนแรงจนทำให้ป่วยหนักเหมือนการติดเชื้อจริง
หลังฉีดวัคซีน
- เซลล์ภูมิคุ้มกัน (เช่น เซลล์เดนไดรต์, แมคโครฟาจ) จะ เก็บตัวอย่าง โปรตีนของไวรัสตับอักเสบเอหรือบี
- จากนั้นจะ ยื่นตัวอย่าง ให้กับเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด T และ B
- เซลล์ B จะถูกกระตุ้นให้สร้าง แอนติบอดี (Antibody) ที่จำเพาะกับไวรัสตับอักเสบเอหรือบีโดยเฉพาะ
- เซลล์ภูมิคุ้มกันบางส่วนจะกลายเป็น เซลล์ความจำ (Memory cells) ทำหน้าที่จดจำเชื้อในระยะยาว
ผลลัพธ์คือ แม้คุณยังไม่เคยติดเชื้อจริง ร่างกายก็เตรียม ทหารประจำการ ไว้เรียบร้อยแล้ว ถ้าวันหนึ่งเจอเชื้อจริง ๆ ก็พร้อมสู้ทันที
เมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกาย ระบบภูมิคุ้มกันจะกำจัดเชื้อทันที
หลังจากร่างกายมีแอนติบอดี และเซลล์ภูมิคุ้มกันที่จดจำไวรัสได้แล้ว
- หากไวรัสตับอักเสบเอหรือบีพยายามเข้าสู่ร่างกาย (ผ่านการกินอาหาร น้ำปนเปื้อน หรือผ่านเลือด/สารคัดหลั่ง ฯลฯ)
- แอนติบอดีที่ลอยอยู่ในเลือด และของเหลวร่างกายจะจับกับไวรัสอย่างรวดเร็ว
- กระบวนการนี้เรียกว่า Neutralization หรือการทำให้ไวรัสหมดฤทธิ์ ไม่สามารถเข้าไปเกาะ และเข้าเซลล์ตับได้
- จากนั้นเซลล์ภูมิคุ้มกันอื่น ๆ เช่น แมคโครฟาจ จะเข้ามากำจัดซากไวรัสออกจากระบบ
ตรงนี้แหละที่ทำให้ คุณสัมผัสเชื้อได้ แต่ไม่ป่วย เพราะร่างกายจัดการเชื้อได้ก่อนที่จะเริ่มทำลายตับหรือทำให้เกิดอาการ
ป้องกันไม่ให้ไวรัสทำลายเซลล์ตับ
ในกรณีที่ไม่ได้รับวัคซีน
- ไวรัสตับอักเสบเอ และบีจะเข้าไปเกาะที่เซลล์ตับ
- แทรกตัวเข้าไปในเซลล์
- สั่งให้เซลล์สร้างไวรัสเพิ่มจำนวน
- ทำให้เซลล์ตับอักเสบ และถูกทำลาย
ผลที่เกิดขึ้นคือ
- ตับอักเสบเฉียบพลัน → ตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะสีเข้ม
- ถ้าเป็น HBV → มีโอกาสพัฒนาเป็นตับอักเสบเรื้อรัง, ตับแข็ง, มะเร็งตับ
แต่เมื่อมีวัคซีน
- ไวรัสถูกสกัดตั้งแต่ยังอยู่ในกระแสเลือดหรือของเหลว
- ไม่ทันได้เข้าเซลล์ตับ
- จึง ไม่เกิดกระบวนการทำลายเซลล์ตับตั้งแต่ต้นเหตุ
ลดการอักเสบ ลดความเสี่ยงตับเสียหายในระยะยาว
การอักเสบของตับไม่ว่าจะจาก HAV หรือ HBV หากเกิดซ้ำ ๆ หรือยืดเยื้อ
- จะทำให้เนื้อตับถูกทำลายทีละน้อย
- ร่างกายต้องสร้างเนื้อเยื่อพังผืดมาทดแทน
- เมื่อพังผืดสะสมมากขึ้น → เกิดภาวะ ตับแข็ง
- ในระยะยาวเพิ่มโอกาสเกิด มะเร็งตับ
การฉีดวัคซีนช่วย ตัดวงจร นี้ตั้งแต่ต้น เพราะ
- ป้องกันการติดเชื้อครั้งแรก
- ป้องกันการอักเสบซ้ำ ๆ
- รักษาโครงสร้าง และการทำงานของตับให้ปกติไปนาน ๆ
ลดการแพร่เชื้อในสังคม
การฉีดวัคซีนไม่ได้ปกป้องแค่ ตัวคุณเอง แต่ยัง
- ลดโอกาสที่คุณจะกลายเป็น พาหะ หรือผู้ติดเชื้อที่ไม่รู้ตัว
- ลดการแพร่ต่อไปยังคนในครอบครัว คู่ชีวิต เพื่อนร่วมงาน
- ถ้าคนจำนวนมากในสังคมได้รับวัคซีนมากพอ → เกิดภาวะ ภูมิคุ้มกันหมู่ (Herd immunity) ทำให้เชื้อหมุนเวียนในสังคมน้อยลงเรื่อย ๆ
ยิ่งคนในสังคมฉีดวัคซีนมากเท่าไร วงจรการแพร่เชื้อก็จะยิ่งอ่อนแอลงเท่านั้น

วัคซีนรวม A+B คืออะไร?
วัคซีนรวม HAV + HBV ที่เราเรียกว่า วัคซีนรวมตับอักเสบเอ และบี เป็นการรวม
- วัคซีนไวรัสตับอักเสบเอ (Hepatitis A)
- วัคซีนไวรัสตับอักเสบบี (Hepatitis B)
เข้าไว้ใน เข็มเดียว ชื่อการค้าทั่วไปที่มักถูกพูดถึง คือ Twinrix (แต่ในบทความสามารถใช้คำกลาง ๆ เช่น วัคซีนรวมไวรัสตับอักเสบเอ และบี)
หลักการคือ
- ภายในเข็มเดียวจะมีส่วนประกอบกระตุ้นภูมิคุ้มกันต่อ HAV และ HBV พร้อมกัน
- ร่างกายสร้างภูมิทั้งต่อเชื้อ A และ B ในคอร์สเดียว
ช่วยลดจำนวนครั้งในการฉีดจริงไหม?
โดยปกติถ้าแยกฉีด
- วัคซีน HAV → 2 เข็ม
- วัคซีน HBV → 3 เข็ม
รวมทั้งหมด = 5 เข็ม (และมักต้องนัดหลายรอบ)
แต่ถ้าใช้ วัคซีนรวม A+B
- รูปแบบมาตรฐานคือ 0 – 1 – 6 เดือน
- ฉีดทั้งหมด 3 เข็ม
- ครอบคลุม ทั้ง HAV และ HBV ในคอร์สเดียว
ดังนั้น
- จำนวนครั้งในการไปคลินิก/โรงพยาบาลลดลง
- ตารางนัดหมายชัดเจน จำง่าย
- คนไข้มีแนวโน้ม ฉีดครบคอร์ส มากขึ้น เพราะไม่ยุ่งยาก
ใครเหมาะกับวัคซีนรวม A+B เป็นพิเศษ?
- ผู้ใหญ่ที่ไม่เคยฉีดทั้ง HAV และ HBV มาก่อน
- คนที่ต้องการ จบในคอร์สเดียว ทั้งสองเชื้อ
- คนที่มีเวลาจำกัด ไม่อยากนัดบ่อย
- คนที่ต้องเดินทางไปพื้นที่เสี่ยงทั้งตับอักเสบเอ และบีพร้อมกัน
- ผู้ที่ต้องการความสะดวก เช่น ทำงานประจำ หนีไม่ค่อยได้
วัคซีนรวมจึงเป็นตัวเลือกที่ คุ้มเวลา และคุ้มความสะดวก มากสำหรับผู้ใหญ่ และคนวัยทำงาน
ความปลอดภัย และประสิทธิภาพ
- วัคซีนรวม A+B ผ่านการวิจัย และใช้กันอย่างแพร่หลายในหลายประเทศ
- ประสิทธิภาพป้องกันไวรัสตับอักเสบเอ และบี ใกล้เคียงกับการฉีดแยก
- ผลข้างเคียงส่วนใหญ่คล้ายวัคซีนทั่วไป เช่น ปวดแขนบริเวณที่ฉีด มีไข้เล็กน้อย อ่อนเพลีย
ดังนั้น เราจึงสามารถสรุปได้ว่า มีวัคซีนรวม A+B จริง และช่วยลดจำนวนครั้งในการไปฉีดวัคซีนได้อย่างชัดเจน
ทำไมการฉีดวัคซีนไวรัสตับอักเสบจึงเป็นการลงทุนสุขภาพที่คุ้มค่าที่สุด?
เพราะค่าใช้จ่ายของโรค หนักมาก ถ้าไม่ป้องกันตั้งแต่ต้น
หากไม่ได้ฉีดวัคซีน และเกิดการติดเชื้อจนลุกลาม
- ตับอักเสบเรื้อรัง
- ตับแข็ง
- มะเร็งตับ
สิ่งที่ตามมาคือ
- ค่าเคมีบำบัด – หลักหมื่นถึงหลักแสนต่อรอบ
- ค่าผ่าตัด/เปลี่ยนตับ – สูงมากจนหลายคนไม่สามารถเข้าถึง
- ค่าตรวจติดตาม (MRI, CT scan, เลือด) – ทำซ้ำ ๆ ในระยะยาว
- ค่ารักษาในโรงพยาบาล – เมื่อต้องนอนรักษาอาการแทรกซ้อน
ยังไม่รวมถึง
- เวลาที่ต้องลางาน
- รายได้ที่หายไป
- ภาระทางจิตใจของทั้งคนป่วย และครอบครัว
เมื่อเทียบกับ ราคาวัคซีน ที่ฉีดเพียงไม่กี่เข็ม แล้วป้องกันโรคเหล่านี้ได้ในระยะยาว จะเห็นได้ชัดว่าค่าใช้จ่ายวัคซีน ถูกกว่ามากหลายสิบเท่า
ป้องกันได้ทั้งโรคเฉียบพลัน และโรคเรื้อรังตั้งแต่ต้นทาง
- ถ้าคุณได้รับวัคซีน → โอกาสติดเชื้อจะน้อยมาก
- ถ้าติดเชื้อไม่ได้ → ก็ไม่มีโอกาสกลายเป็นตับเรื้อรัง
- ถ้าไม่มีตับเรื้อรัง → ความเสี่ยงตับแข็ง และมะเร็งตับก็ลดลงไปอัตโนมัติ
เรียกได้ว่าเป็นการ ตัดตอนโรค ตั้งแต่ก่อนเริ่มด้วยซ้ำ วัคซีนไวรัสตับอักเสบเอ และบีจึงไม่ใช่แค่ป้องกันโรคเฉียบพลันในระยะสั้น แต่คือการป้องกันโรคหนัก ๆ ในอีก 10–20 ปีข้างหน้าไปพร้อมกัน
ลดภาระต่อระบบสาธารณสุข และครอบครัวในระยะยาว
เมื่อลดจำนวนผู้ป่วยตับแข็ง และมะเร็งตับลงได้
- โรงพยาบาลมีภาระน้อยลง
- บุคลากรสาธารณสุขมีเวลาไปดูแลคนไข้โรคอื่น ๆ ได้มากขึ้น
- ครอบครัวไม่ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายระยะยาว
- คุณภาพชีวิตโดยรวมของสังคมก็ดีขึ้น
นี่คือสิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขทั่วโลกมองเห็น และจึงย้ำตลอดว่า หนึ่งในวัคซีนที่คุ้มค่า และมีผลกระทบต่อสาธารณสุขสูงที่สุดในระยะยาว คือ วัคซีนไวรัสตับอักเสบ
วัคซีนวันนี้ = ประกันตับในอนาคต
ถ้าจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพ
- การไม่ฉีดวัคซีน = เล่นพนันกับอนาคตของตับ
การฉีดวัคซีน = ซื้อ ประกัน ให้ตับของคุณตั้งแต่ตอนที่ยังแข็งแรง
ประกันสุขภาพบางแบบยังอาจมีข้อจำกัด แต่ ภูมิคุ้มกันจากวัคซีน ทำงานให้คุณตลอดเวลาโดยไม่ต้องจ่ายเบี้ยรายปี เพราะแบบนี้จึงพูดได้เต็มปากว่า การฉีดวัคซีนไวรัสตับอักเสบเอ และบี เป็นการลงทุนด้านสุขภาพที่คุ้มค่าที่สุด แบบจ่ายครั้งเดียวแต่ปกป้องคุณได้ระยะยาว

คำถามที่พบได้บ่อยเกี่ยวกับการฉีดวัคซีนไวรัสตับอักเสบเอ และบี
Q : วัคซีนไวรัสตับอักเสบเอ และบีคืออะไร? ต่างกันอย่างไร?
A :
- ไวรัสตับอักเสบเอ (HAV): ติดต่อจากอาหาร และน้ำปนเปื้อน มักเกิดอาการเฉียบพลัน และหายเอง แต่บางรายรุนแรง
- ไวรัสตับอักเสบบี (HBV): ติดต่อผ่านเลือด สารคัดหลั่ง และเพศสัมพันธ์ มีโอกาสกลายเป็นโรคตับเรื้อรัง ตับแข็ง หรือมะเร็งตับ
- วัคซีนทั้งสองชนิดป้องกันต่างเชื้อกัน แต่ควรฉีดทั้งคู่เพื่อป้องกันโรคที่ต่างเส้นทางการติดเชื้อ
Q : ใครบ้างที่ควรฉีดวัคซีนไวรัสตับอักเสบเอ และบี?
A : เหมาะกับ ทุกคน โดยเฉพาะ
- ผู้ที่ไม่เคยฉีดวัคซีนมาก่อน
- ผู้ที่มีความเสี่ยงติดเชื้อ HBV เช่น มีคู่นอนหลายคน หรือสัมผัสเลือด
- ผู้ที่ต้องเดินทางไปต่างประเทศ
- ผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับอาหารหรือสุขภาพ
- ผู้ที่อยู่กับผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเรื้อรัง
- เด็กที่ยังไม่ได้รับวัคซีนครบ
Q : วัคซีนต้องฉีกี่เข็ม?
A :
- ไวรัสตับอักเสบเอ (HAV) 2 เข็ม ห่างกัน 6–12 เดือน
- ไวรัสตับอักเสบบี (HBV) 3 เข็ม (0 – 1 – 6 เดือน)
- หรือเลือกฉีด วัคซีนรวม A+B ได้ (3 เข็ม)
Q : วัคซีนรวม A+B คืออะไร? ลดเข็มได้ไหม?
A : วัคซีนรวม HAV + HBV เช่น Twinrix สามารถป้องกันทั้งสองเชื้อในคอร์สเดียว
- ตารางฉีด: 0 – 1 – 6 เดือน
- ลดจำนวนครั้งในการไปคลินิก
- ประสิทธิภาพใกล้เคียงกับการฉีดแยก
เหมาะสำหรับผู้ใหญ่ที่ต้องการความสะดวก ประหยัดเวลา และไม่อยากนัดบ่อย
Q : วัคซีนทั้งสองชนิดปลอดภัยไหม?
A : ปลอดภัยสูงมาก มีการใช้ทั่วโลกมานานกว่า 20–30 ปี โดยผลข้างเคียงที่พบมักเป็นอาการอ่อน เช่น
- ปวดแขนบริเวณที่ฉีด
- อ่อนเพลีย
- มีไข้เล็กน้อย
- ปวดเมื่อย
- ส่วนผลข้างเคียงรุนแรงพบ น้อยมาก (น้อยกว่า 1 ในล้าน)
Q : จำเป็นต้องตรวจเลือดก่อนฉีดไหม?
A : ขึ้นอยู่กับชนิดของวัคซีน
- HAV: ไม่จำเป็นต้องตรวจเลือดก่อนฉีดเสมอไป
- HBV: อาจตรวจว่าติดเชื้อมาก่อนหรือไม่ เช่น HBsAg, Anti-HBs เพื่อกำหนดว่าต้องฉีดหรือไม่
สำหรับผู้ใหญ่ที่ไม่เคยฉีดวัคซีนมาก่อน แนะนำตรวจเลือดก่อนเพื่อความแม่นยำ
Q : ฉีดวัคซีนแล้วภูมิคุ้มกันอยู่ได้นานแค่ไหน?
A :
- HAV : อยู่ได้นานหลายสิบปี หรืออาจป้องกันยาวนานตลอดชีวิต
- HBV : อยู่ได้ยาวนานเช่นกัน ส่วนใหญ่ไม่ต้องฉีดกระตุ้นเพิ่ม
Q : หากเคยติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเอหรือบีมาก่อน ยังจำเป็นต้องฉีดไหม?
A :
- HAV : ถ้าเคยติดเชื้อ จะมีภูมิคุ้มกันถาวร → ไม่จำเป็นต้องฉีด
- HBV :
- ถ้า เคยติดเชื้อ และหายแล้ว → อาจไม่ต้องฉีด
- ถ้า ยังติดเชื้อเรื้อรัง → ฉีดวัคซีนไม่ได้ แต่ควรพบแพทย์เพื่อติดตามการรักษา
ต้องตรวจเลือดก่อนตัดสินใจ
Q : วัคซีนไวรัสตับอักเสบเอ และบีเหมาะกับหญิงตั้งครรภ์ไหม?
A :
- HAV : สามารถฉีดได้เมื่อจำเป็น
- HBV : ฉีดได้อย่างปลอดภัย และแนะนำสำหรับหญิงตั้งครรภ์ที่มีความเสี่ยง ควรปรึกษาแพทย์ก่อนฉีดเสมอ
Q : หากลืมฉีดตามนัด ต้องเริ่มใหม่หรือไม่?
A : ไม่จำเป็นต้องเริ่มใหม่ เพียงฉีดเข็มถัดไปต่อได้เลย ตารางนับถัดไปจากเข็มก่อนหน้า แต่ไม่ต้องเริ่มใหม่ตั้งแต่ต้น
Q : ฉีดวัคซีนแล้ว ยังมีโอกาสติดเชื้อไหม?
A : โอกาส มีน้อยมาก เพราะประสิทธิภาพสูงกว่า 95–99% แต่การป้องกันอื่น ๆ เช่น สุขอนามัยส่วนบุคคล การใช้ถุงยางอนามัย ยังช่วยลดความเสี่ยงได้อีก
Q : วัคซีนช่วยป้องกันมะเร็งตับได้จริงไหม?
A : ช่วยได้โดยอ้อม โดยเฉพาะวัคซีนไวรัสตับอักเสบบี เพราะ HBV เป็นสาเหตุ อันดับต้น ๆ ของมะเร็งตับ เมื่อป้องกันเชื้อได้ ก็ลดความเสี่ยงมะเร็งตับในระยะยาว
Q : ผู้สูงอายุสามารถฉีดได้ไหม?
A : ได้ และ ควรฉีด ด้วย เพราะภูมิคุ้มกันในผู้สูงอายุมักลดลง การติดเชื้ออาจรุนแรงกว่าคนทั่วไป
Q : ฉีดพร้อมกับวัคซีนอื่นได้ไหม?
A : ส่วนใหญ่ สามารถฉีดพร้อมกันได้ ถ้าฉีดในตำแหน่งต่างกัน แต่ควรให้แพทย์หรือพยาบาลเป็นผู้ประเมินก่อน
Q : หลังฉีดวัคซีนต้องระวังอะไรเป็นพิเศษไหม?
A :
- หลีกเลี่ยงการนวดแรง ๆ บริเวณที่ฉีด
- อาจมีอาการปวดแขน 1–2 วัน
- ดื่มน้ำมาก ๆ
- หากมีผื่นลมพิษ หายใจลำบาก → ควรรีบพบแพทย์ (พบได้น้อยมาก)
Q : วัคซีนมีผลกับตับจริง ๆ ไหม?
A : วัคซีนไม่ได้ทำให้ตับเสียหาย ตรงกันข้าม → ช่วยป้องกันโรคที่ทำให้ตับพังในระยะยาว เป็นหนึ่งในวัคซีนที่แพทย์ทั่วโลกแนะนำมากที่สุด
Q : วัคซีนรวม A+B เหมาะกับใครที่สุด?
A : เหมาะกับ
- ผู้ใหญ่ที่ยังไม่เคยฉีดทั้งสองชนิด
- คนที่ต้องการความสะดวกในคอร์สเดียว
- ผู้เดินทางบ่อย
- คนวัยทำงานที่ไม่มีเวลานัดหลายครั้ง
Q : ฉีดที่คลินิกเอกชนดีไหม?
A : ดีในแง่ความสะดวก รวดเร็ว ไม่ต้องรอคิวนาน เหมาะสำหรับผู้ใช้บริการที่ต้องการการดูแลแบบเป็นส่วนตัว เช่น Phuket Medical Clinic
ทำไมควรเลือกฉีดวัคซีนไวรัสตับอักเสบเอ และบี ที่ ภูเก็ต เมดิคอล คลินิก
- บริการที่สะดวก รวดเร็ว ไม่ต้องรอคิวนาน คลินิกเอกชนอย่าง Phuket Medical Clinic มักมีระบบบริการที่ยืดหยุ่นกว่า รวดเร็วกว่า และสามารถนัดหมายได้ง่าย — ไม่ต้องเจอคิวยาวเหมือนบางโรงพยาบาลรัฐ เหมาะกับคนที่มีเวลาจำกัดหรือไม่สะดวกไปตามเวลาปกติ
- บริการลูกค้าเป็นกันเอง มีความเป็นส่วนตัว และใส่ใจผู้รับบริการ คลินิกเอกชนมักให้เวลากับคนไข้มากกว่า พนักงาน และแพทย์อาจอธิบายให้ละเอียด และมีความใส่ใจในความรู้สึกส่วนบุคคลกว่า ทำให้ผู้รับวัคซีนรู้สึกมั่นใจ และสบายใจมากขึ้น
วัคซีนคุณภาพได้มาตรฐาน ตามข้อมูลทั่วไป วัคซีนที่ใช้ในคลินิกเอกชน และโรงพยาบาลไม่แตกต่างกันในแง่คุณภาพ (ถ้าวัคซีนมาจากแหล่งผลิตเดียวกัน) จุดต่างอยู่ที่การบริการ — ฉะนั้นการฉีดที่คลินิกเอกชนอย่าง Phuket Medical Clinic ย่อมมีคุณภาพเช่นเดียวกับโรงพยาบาลใหญ่ - เหมาะกับคนที่ต้องการความสะดวก เช่น นักท่องเที่ยว ชาวต่างจังหวัด หรือคนที่เดินทางเป็นประจำ ถ้าคุณอยู่ภูเก็ต เดินทางบ่อย หรือไม่สะดวกเข้ารับบริการในโรงพยาบาลใหญ่ คลินิกเอกชนในเมืองอย่าง Phuket Medical Clinic จะช่วยให้คุณได้รับวัคซีนได้ง่ายกว่ามาก
- เป็นการลงทุนด้านสุขภาพที่คุ้มค่า โรคไวรัสตับอักเสบเอ และบีอาจนำไปสู่ภาวะตับอักเสบเรื้อรัง ตับแข็ง มะเร็งตับ ถ้าไม่ได้รับวัคซีนป้องกันอย่างถูกต้อง การฉีดวัคซีนจึงช่วยลดความเสี่ยงในระยะยาว และถ้าคลินิกที่คุณไปดูแลดี มีการดูแลก่อน–หลังฉีด อาจช่วยให้คุณมั่นใจยิ่งขึ้น
อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
- สัญญาณเงียบที่ตับกำลังพัง ตรวจเช็กก่อนสายได้ที่ภูเก็ต
- ฉีดวัคซีนป้องกันโรคในภูเก็ต รู้ก่อน ป้องกันก่อน ปลอดภัยกว่า
การฉีดวัคซีนไวรัสตับอักเสบเอ และบีคือเกราะป้องกันสำคัญที่ทุกคนควรมี เพราะโรคตับอักเสบทั้งสองชนิดพบได้ในชีวิตประจำวัน และติดต่อได้ง่ายกว่าที่หลายคนคิด บางรายอาจมีอาการรุนแรงถึงขั้นตับวาย ส่วนตับอักเสบบียังสามารถพัฒนาไปสู่ตับแข็งหรือมะเร็งตับได้ ซึ่งเป็นภาวะที่ส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาวอย่างมาก โชคดีที่วัคซีนสามารถป้องกันได้ถึง 95–100% และมีความปลอดภัยสูง ใช้กันทั่วโลกมานานหลายสิบปี ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการรักษา และเหมาะสำหรับทุกเพศทุกวัย การฉีดวัคซีนจึงไม่ใช่แค่การป้องกันโรค แต่เป็นการลงทุนเพื่อสุขภาพ และคุณภาพชีวิตของคุณในอนาคตอย่างแท้จริง
ช่องทางการติดต่อ
สาขาลากูน่า
- ภูเก็ต เมดิคอล คลินิก สาขาลากูน่า ตั้งอยู่ที่ 58/1 ตำบลเชิงทะเล อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต 83100
- เปิดบริการทุกวัน จันทร์ – อาทิตย์ 09.00 – 22.00 น.
- สอบถามผ่าน Line id. @pmcphuket (มี @ ด้วยนะครับ)
- เบอร์โทรติดต่อ 096 236 2449
- แผนที่คลินิก https://maps.app.goo.gl/SXaeLrSU9Lx47YPH6
- จองคิวตรวจออนไลน์ https://pmclaguna.youcanbook.me
สาขาในเมือง
- ภูเก็ต เมดิคอล คลินิก สาขาเมืองภูเก็ต ตั้งอยู่ที่ 41/7-41/8 ตำบลตลาดเหนือ อำเภอเมืองภูเก็ต จ.ภูเก็ต 83000
- เปิดบริการทุกวัน จันทร์ – อาทิตย์ 09.00 – 20.00 น.
- สอบถามผ่าน Line id. @pmcphuket (มี @ ด้วยนะครับ)
- เบอร์โทรติดต่อ 096 228 2449
- แผนที่คลินิก https://maps.app.goo.gl/yeU9qNArGg3qdwZw9
- จองคิวตรวจออนไลน์ https://pmctown.youcanbook.me
สาขาหอนาฬิกา
- ภูเก็ต เมดิคอล คลินิก สาขาหอนาฬิกา ตั้งอยู่ที่ 206/8 ถ. ภูเก็ต ต.ตลาดใหญ่ อำเภอเมืองภูเก็ต ภูเก็ต 83000
- เปิดบริการทุกวัน จันทร์ – อาทิตย์ 12.00 – 20.00น. (ช่วงเเรก)
- สอบถามผ่าน Line id. @pmcphuket (มี @ ด้วยนะครับ)
- เบอร์โทรติดต่อ 096 696 2449
- แผนที่คลินิก https://maps.app.goo.gl/svPvTabmmD1DHe9v9
- จองคิวตรวจออนไลน์ https://phuketmedicalclinic.youcanbook.me
เอกสารอ้างอิง
- World Health Organization (WHO). Hepatitis A vaccines: WHO position paper, October 2022. แนวทางและหลักฐานด้านประสิทธิภาพและความปลอดภัยของวัคซีนไวรัสตับอักเสบเอ. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.who.int/teams/immunization-vaccines-and-biologicals/policies/position-papers/hepatitis-a World Health Organization
- World Health Organization (WHO). Hepatitis B – Fact sheet. ข้อมูลภาพรวมไวรัสตับอักเสบบี การติดต่อ ผลกระทบต่อสุขภาพ และการป้องกันด้วยวัคซีน. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/hepatitis-b World Health Organization
- Centers for Disease Control and Prevention (CDC). Hepatitis A Vaccine. ข้อมูลชนิดของวัคซีนตับอักเสบเอ ตารางการฉีด และประสิทธิภาพในการป้องกัน. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.cdc.gov/hepatitis-a/vaccination/index.html CDC
- กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. แผ่นข้อมูลวัคซีนไวรัสตับอักเสบบี (VIS). ข้อมูลคุณสมบัติของวัคซีน ข้อบ่งชี้ อาการข้างเคียง และข้อควรระวัง. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://ddc.moph.go.th/uploads/publish/1382720230208093736.pdf Department of Disease Control
- กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. แนวทางการดำเนินงานให้วัคซีนป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบบี (HB) ในบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข. เอกสารแนวทางการให้วัคซีนและการป้องกันการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี. [ออนไลน์] ข้าถึงได้จาก https://ddc.moph.go.th/uploads/files/1641720210104092850.pdf Department of Disease Control
