โรคเกาต์ (Gout) เป็นหนึ่งในโรคข้ออักเสบที่คนไทยจำนวนมากคุ้นเคย เพราะมีอาการเด่นคือ ข้อบวม แดง ปวดรุนแรงจนเดินไม่ได้ มักเกิดขึ้นเฉียบพลันในตอนกลางคืน เกาต์มักถูกมองว่าเป็นโรคของคนสูงอายุ หรือโรคของคนกินดีอยู่ดี แต่ความจริงแล้ว เกาต์สามารถเกิดได้กับทุกวัย และจำนวนผู้ป่วยมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นจากไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่
ข่าวดีคือ โรคเกาต์สามารถควบคุมได้จริง หากตรวจพบเร็ว ปรับพฤติกรรมถูกวิธี และเข้ารับการรักษาต่อเนื่อง อาการเจ็บข้อกำเริบจะลดลง ความเสี่ยงไตเสื่อมลดลง และคุณภาพชีวิตกลับมาดีได้เหมือนเดิม

โรคเกาต์ คืออะไร?
โรคเกาต์ (Gout) เป็นโรคที่เกิดจากระดับกรดยูริกในเลือดสูง เกินกว่าที่ร่างกายจะกำจัดได้ ทำให้กรดยูริกตกผลึกในข้อ และเนื้อเยื่อต่าง ๆ จนเกิดการอักเสบอย่างรุนแรง
กรดยูริก (Uric acid) เกิดจากการสลายสารพิวรีน (Purine) ซึ่งพบใน
- อาหารบางชนิด (เช่น เครื่องในสัตว์ อาหารทะเล เบียร์)
- การสลายเซลล์ในร่างกาย
- กระบวนการทำงานของเมตาบอลิซึม
เมื่อร่างกายกำจัดกรดยูริกไม่ทัน หรือผลิตมากเกินไป จะทำให้ระดับกรดยูริกสะสมสูงขึ้นเรื่อย ๆ และนำไปสู่
- ปวดข้อ
- ข้ออักเสบ
- ปุ่มก้อนโทฟัส
- ไตเสื่อม
- นิ่วในไต
ผู้ชายมีโอกาสเป็นเกาต์มากกว่าผู้หญิง โดยเฉพาะช่วงอายุ 30–60 ปี ส่วนผู้หญิงความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นหลังวัยหมดประจำเดือน
สาเหตุหลักที่ทำให้กรดยูริกสูงจนเสี่ยงเป็นโรคเกาต์
ระดับกรดยูริกสูงเกิดจากหลายปัจจัย ซึ่งบางอย่างเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่หลายอย่างมาจากพฤติกรรมที่สามารถควบคุมได้
- การกินอาหารที่มีพิวรีนสูง
- เครื่องในสัตว์
- กุ้ง หอย ปลาหมึก ปลาซาร์ดีน
- น้ำซุปเข้มข้น
- เนื้อแดง
- เบียร์ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
- ดื่มแอลกอฮอล์บ่อย แอลกอฮอล์ขัดขวางการขับกรดยูริกออกทางไต และเบียร์มีพิวรีนสูงมาก
- น้ำหนักเกิน–อ้วนลงพุง ไขมันเพิ่มการผลิตกรดยูริก และลดความสามารถของไตในการกำจัดของเสีย
- พันธุกรรม หากครอบครัวมีประวัติเป็นเกาต์ ความเสี่ยงจะสูงขึ้น
- โรคประจำตัว
- โรคไตเรื้อรัง
- ความดันโลหิตสูง
- เบาหวาน
- ไขมันในเลือดสูง
- ยาบางชนิด เช่น ยาขับปัสสาวะ ทำให้กรดยูริกขับออกน้อยลง
สัญญาณเตือนที่อาจบ่งบอกว่าคุณกำลังเสี่ยงโรคเกาต์
แม้โรคเกาต์มักกำเริบเฉียบพลัน แต่ก่อนถึงจุดนั้น ร่างกายมักส่งสัญญาณเตือนหลายอย่าง เช่น
- ปวดข้อที่นิ้วหัวแม่เท้าแบบกะทันหัน ลักษณะเด่นของเกาต์คือปวดข้อนิ้วหัวแม่เท้า เนื่องจากเป็นข้อปลายที่อุณหภูมิต่ำ ทำให้ผลึกกรดยูริกสะสมได้ง่าย
- ข้อร้อน บวม แดง และเจ็บมากเมื่อสัมผัส อาการปวดเกาต์มักรุนแรงจนแม้แต่น้ำหนักผ้าห่มก็ยังกดไม่ไหว
- อาการกำเริบเกิดตอนกลางคืน เพราะอุณหภูมิร่างกายลดลงในช่วงหลับ ส่งเสริมการตกผลึกของกรดยูริก
- ปวดหลายข้อพร้อมกัน (ในรายที่เป็นซ้ำบ่อย) เช่น ข้อเท้า ข้อเข่า ข้อมือ หรือข้อศอก
- มีปุ่มก้อนโทฟัส (Tophi) เป็นก้อนแข็งใต้ผิวหนัง เกิดจากผลึกกรดยูริกสะสม ซึ่งเป็นสัญญาณว่าโรคอยู่ในระยะเรื้อรัง
- ปัสสาวะเป็นนิ่ว หรือเจ็บเวลาปัสสาวะ กรดยูริกสูงสะสมในไตก่อน ทำให้เกิดนิ่วได้
หากพบอาการเหล่านี้ แม้เพียงข้อเดียว ควรรีบตรวจก่อนอาการจะลุกลาม
กลุ่มไหนที่ควรตรวจคัดกรองโรคเกาต์เป็นประจำ?
- ผู้ชายอายุ 25 ปีขึ้นไป
- ผู้ที่ดื่มเบียร์ หรือแอลกอฮอล์เป็นประจำ
- คนอ้วน
- คนที่มีโรคไต เบาหวาน หรือตับ
- ผู้ที่มีญาติสายตรงเป็นโรคเกาต์
- ผู้ที่มีอาการปวดข้อบวมแดงแม้ครั้งเดียว
การตรวจปีละครั้ง หรือสองครั้งเป็นวิธีป้องกันที่ดีที่สุด

ตรวจเร็ว รักษาเร็ว ทำไมสำคัญต่อผู้ป่วยโรคเกาต์?
- ลดโอกาสเกาต์กำเริบซ้ำอย่างเห็นผล การตรวจพบ และควบคุมระดับกรดยูริกตั้งแต่เนิ่น ๆ ช่วยลดความถี่ และความรุนแรงของอาการปวดบวมอย่างชัดเจน เมื่อกรดยูริกอยู่ในระดับปลอดภัย ร่างกายจะไม่เกิดการตกผลึกในข้อ ทำให้อาการกำเริบลดลง และผู้ป่วยใช้ชีวิตได้ปกติยิ่งขึ้น
- ปกป้องไตจากความเสียหายระยะยาว กรดยูริกที่สะสมมากเกินไปไม่เพียงทำลายข้อ แต่ยังทำร้ายไตด้วย หากปล่อยไว้นานอาจเกิดนิ่วในไต การระคายเคืองในระบบกรองของไต หรือพัฒนาไปสู่ไตวายเรื้อรังได้ การรักษาเร็วช่วยลดความเสี่ยงเหล่านี้อย่างมาก
- ลดการอักเสบเรื้อรัง และความเสี่ยงข้อเสื่อม เมื่อเกาต์ไม่ได้รับการรักษา ผลึกกรดยูริกจะสะสมตามข้อ ทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังจนข้อเสียรูป เคลื่อนไหวลำบาก หรือเกิดก้อนโทฟัสซึ่งอาจติดเชื้อได้ การตรวจพบเร็วช่วยป้องกันไม่ให้ข้อได้รับความเสียหายถาวร
- การรักษาง่ายกว่าเมื่อเริ่มต้นเร็ว ช่วงเริ่มต้นของโรค ข้อ และไตมักยังไม่ถูกทำลาย การรักษาจึงตอบสนองดี และควบคุมโรคได้ง่าย ถ้าปล่อยจนลุกลาม การรักษาจะซับซ้อน และต้องใช้เวลานานขึ้น
- ปรับพฤติกรรมได้ทันก่อนโรคเรื้อรัง การเปลี่ยนการกิน ลดอาหารพิวรีนสูง ลดน้ำหนัก และเลือกเครื่องดื่มอย่างระมัดระวังสามารถช่วยลดกรดยูริกได้มาก หากผู้ป่วยรู้ตัวเร็ว ก็สามารถปรับตัวทันก่อนที่โรคจะเรื้อรัง หรือมีภาวะแทรกซ้อนเกิดขึ้น
เหตุผลที่ควรตรวจ–รักษาเร็ว ก่อนเกาต์ลุกลาม
- หากปล่อยไว้นาน เกาต์สามารถนำไปสู่
- ข้อเสื่อมถาวร
- ข้อเสียรูป
- ก้อนโทฟัสแข็ง และโตขึ้นเรื่อย ๆ
- ไตเสื่อมเรื้อรัง
- นิ่วในไต
- คุณภาพชีวิตลดลง เช่น เดินลำบาก ปวดเรื้อรัง ใช้ชีวิตประจำวันไม่สะดวก
- การตรวจสุขภาพเร็วช่วยให้ผู้ป่วยได้รับประโยชน์มากกว่า
- ควบคุมโรคได้ง่าย ไม่ต้องเผชิญอาการกำเริบหนัก
- รักษาได้ตรงจุดตั้งแต่ต้น
- ลดความเสี่ยงเกิดโทฟัส และความเสียหายของข้อ
- ป้องกันภาวะแทรกซ้อนระยะยาว
- ลดค่าใช้จ่ายการรักษาที่อาจสูงขึ้นในอนาคต
- กลุ่มที่ควรตรวจเป็นพิเศษ
- ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ควรตรวจระดับกรดยูริกเป็นประจำ
- ชอบดื่มเบียร์ หรือแอลกอฮอล์
- กินอาหารทะเล หรืออาหารพิวรีนสูงบ่อย
- มีภาวะอ้วน
- มีคนในครอบครัวเป็นโรคเกาต์

อาการของโรคเกาต์
ส่วนนี้คือรายละเอียดของอาการโรคเกาต์ ตั้งแต่ช่วงที่ปวดเฉียบพลัน ไปจนถึงอาการเรื้อรัง และโทฟัส เพื่อให้เข้าใจพัฒนาการของโรคอย่างครบถ้วน
อาการเฉียบพลัน
- ปวดข้ออย่างรุนแรงเริ่มฉับพลัน — มักเป็นตอนกลางคืน หรือเช้าตรู่ ผู้ป่วยมักตื่นขึ้นมาด้วยอาการปวดมาก
- ข้อบวม แดง ร้อน และกดเจ็บ — บริเวณข้อจะบวมขึ้นอย่างชัดเจน และผิวหนังบริเวณนั้นอาจตึง/เป็นมัน
- ข้อที่พบบ่อยที่สุด: นิ้วหัวแม่เท้า (podagra) เป็นตำแหน่งคลาสสิก แต่สามารถเป็นที่ข้อเท้า ข้อเข่า ข้อมือ ข้อศอก หรือข้ออื่น ๆ ได้
- ระยะเวลาคลาสสิก: ปวดรุนแรงที่สุดภายใน 12–24 ชั่วโมงแรก แล้วอาการจะค่อย ๆ ดีขึ้นภายใน 3–10 วัน (หากได้รับการรักษา หรือพักเพียงพอ)
- อาจมีไข้ต่ำ ๆ หรือรู้สึกไม่สบายตัวเล็กน้อยได้ แต่หากมีไข้สูง หรืออาการทั่วไปมาก ควรตรวจเพื่อแยกจากการติดเชื้อข้อ (septic arthritis)
อาการซ้ำ/เป็นมากขึ้น
- หากไม่ได้ควบคุมระดับกรดยูริก หรือไม่รักษา อาการกำเริบจะเกิดบ่อยขึ้น และกระจายข้อได้มากกว่าเดิม
- อาการปวดอาจนานขึ้น และต้องใช้เวลาฟื้นตัวนานกว่าเดิม
- มีโอกาสเกิดความเสียหายของข้อต่อ และการจำกัดการเคลื่อนไหว
อาการเรื้อรัง และโทฟัส
- ก้อนโทฟัส (tophi) ก้อนแข็งใต้ผิวหนังที่เกิดจากการสะสมของผลึกกรดยูริก มักอยู่บริเวณข้อ นิ้วมือ นิ้วเท้า หลังหู หรือเอ็นรอบ ๆ ข้อ
- ข้อเสื่อมถาวร: ผลจากการอักเสบเรื้อรัง ทำให้ข้อเสียรูป เคลื่อนไหวไม่สะดวก และมีความพิการได้ถ้าไม่ได้รับการรักษา
- อาการปวดเรื้อรังเล็กน้อยถึงปานกลางในช่วงเวลาที่ไม่กำเริบ
การตรวจที่จำเป็นสำหรับผู้ที่สงสัยว่าเป็นโรคเกาต์
- ตรวจระดับกรดยูริกในเลือด (Uric Acid Test) – การตรวจหลัก
- เป็นการตรวจพื้นฐานที่สุดในการประเมินว่าในเลือดมีกรดยูริกสูงเกินไป หรือไม่
- ค่ากรดยูริกมากกว่า 6.8 mg/dL ถือว่าสูงกว่าจุดที่อาจเกิดการตกผลึกได้ และมีโอกาสทำให้เกิดอาการปวดข้อแบบเฉียบพลัน
- อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยบางรายอาจมีกรดยูริกสูงแต่ไม่แสดงอาการ หรือในช่วงกำเริบอาจมีค่าปกติได้ แพทย์จึงต้องประเมินร่วมกับอาการทางคลินิกด้วย
- ตรวจเลือดดูการทำงานของไต (Kidney Function Test) ไตเป็นอวัยวะสำคัญที่ช่วยขับกรดยูริกออกจากร่างกาย หากไตทำงานแย่ กรดยูริกจะสะสมมากขึ้น ทำให้อาการเกาต์กำเริบง่าย และรุนแรงขึ้นการตรวจนี้จะดูค่าเช่น
- Creatinine
- eGFR (อัตราการกรองของไต)
- ใช้ประเมินว่าผู้ป่วยควรได้รับยาลดกรดยูริกชนิดใด ปรับโดสอย่างไร และมีภาวะแทรกซ้อนหรือไม่
- ตรวจการอักเสบของร่างกาย (CRP หรือ ESR) เป็นการตรวจเพื่อดูว่าร่างกายมีการอักเสบมากน้อยแค่ไหน ในช่วงที่มีอาการเกาต์กำเริบ ค่าเหล่านี้มักจะสูง ช่วยให้แพทย์แยกแยะว่าเป็นโรคเกาต์จริง หรืออาจเป็นข้ออักเสบจากสาเหตุอื่น เช่น การติดเชื้อในข้อ (septic arthritis)
- X-ray หรือ Ultrasound ข้อใช้ในกรณีที่ต้องการตรวจรายละเอียดของข้อ เช่น
- ข้อเสื่อมเรื้อรังจากเกาต์ (gouty arthritis)
- การสะสมของผลึกกรดยูริก (Tophus/Tophi)
- ตรวจดูโครงสร้างภายในข้อ
- Ultrasound สามารถพบลักษณะเฉพาะของโรคเกาต์ เช่น double contour sign ซึ่งบอกว่ามีผลึกเกาะบนผิวกระดูกอ่อน
- ตรวจหาโรค หรือภาวะที่เกี่ยวข้อง (Comorbidities Screening) โรคเกาต์มีความสัมพันธ์โดยตรงกับหลายโรค โดยเฉพาะโรคในกลุ่มเมตาบอลิก (Metabolic Syndrome) จึงควรตรวจร่วม ได้แก่:
- โรคเบาหวาน (Diabetes) – น้ำตาลสูงเรื้อรังเพิ่มการอักเสบ และเสี่ยงไตเสื่อม
- ความดันโลหิตสูง (Hypertension) – ความดันสูงพบร่วมกับโรคเกาต์บ่อยมาก โอกาสกำเริบสูง
- ไขมันในเลือดสูง (Dyslipidemia) – ไขมันสูงสัมพันธ์กับภาวะเมตาบอลิก และทำให้ขับกรดยูริกได้ช้าลง
- การมีโรคเหล่านี้ร่วมกันจะเพิ่มโอกาสเกิดโรคเกาต์ และทำให้ควบคุมอาการได้ยากขึ้น แพทย์จึงต้องตรวจเพื่อวางแผนการรักษาอย่างรอบด้าน

การรักษาโรคเกาต์
การรักษาในช่วงกำเริบเฉียบพลัน
ช่วงนี้จะมีอาการปวด บวม แดง ร้อนบริเวณข้ออย่างรุนแรง เป้าหมายของการรักษาคือ ลดการอักเสบให้เร็วที่สุด
- ยาลดอาการอักเสบ (NSAIDs) เช่น
- Ibuprofen
- Naproxen
- Indomethacin
- ช่วยลดปวด และอักเสบได้ดี ควรใช้ทันทีที่เริ่มมีอาการปวด เพื่อควบคุมอาการตั้งแต่ต้น แต่ต้องระวังในผู้ที่มีปัญหาไต ความดันสูง หรือกระเพาะอาหาร
- ยาสเตียรอยด์ (Corticosteroids) ใช้ในกรณี ผู้ป่วยกิน NSAIDs ไม่ได้ หรืออาการรุนแรงมาก อาจให้เป็นแบบกิน หรือฉีดเฉพาะที่ข้อ ช่วยลดการอักเสบได้เร็ว
- คอลชิซีน (Colchicine) ให้ใช้ในช่วงกำเริบเฉียบพลัน โดยเฉพาะถ้าเริ่มกินภายใน 24 ชั่วโมงแรก
ช่วยต้านการอักเสบเฉพาะในโรคเกาต์ ระวังอาการข้างเคียง เช่น ท้องเสีย คลื่นไส้
สำคัญมาก: ห้ามกินยาลดกรดยูริกทันทีตอนกำเริบ เพราะการเริ่มยาอย่าง Allopurinol หรือ Febuxostat ตอนปวดอยู่ จะทำให้ระดับกรดยูริกแกว่ง และ อาการปวดแย่ลง ควรเริ่มยาเฉพาะ หลังอาการเฉียบพลันดีขึ้นแล้ว
การลดระดับกรดยูริกระยะยาว
เป้าหมายคือ ควบคุมระดับกรดยูริกให้ต่ำกว่า 6 mg/dL เพื่อป้องกันการกำเริบซ้ำ ลดการเกิดโทฟัส และป้องกันข้อเสื่อมในระยะยาว
- Allopurinol ช่วยลดการสร้างกรดยูริกในร่างกาย เป็นยาที่ใช้บ่อยที่สุดต้องเริ่มด้วยโดสต่ำ และเพิ่มทีละน้อย ผู้ป่วยควรตรวจการทำงานของไตเป็นประจำ
- Febuxostat เหมาะกับผู้ที่ใช้ Allopurinol แล้วไม่ได้ผล หรือมีผลข้างเคียง ลดการสร้างกรดยูริกได้ดีเหมือนกัน ระวังในผู้ป่วยโรคหัวใจบางรายตามดุลพินิจแพทย์
- ยาช่วยขับกรดยูริก (Uricosuric Agents) เช่น Probenecid ช่วยเพิ่มการขับกรดยูริกทางไต เหมาะสำหรับคนที่มีการสร้างกรดยูริกปกติแต่ไตขับออกน้อย ไม่เหมาะกับผู้ที่มีนิ่วในไต หรือไตทำงานไม่ดี
การปรับพฤติกรรม และอาหาร – หัวใจสำคัญของการรักษา
- งดอาหารที่มีพิวรีนสูง เช่น
- เครื่องในสัตว์ (ตับ ไต กึ๋น)
- เนื้อแดง
- น้ำซุปเข้มข้น
- แอลกอฮอล์ โดยเฉพาะ เบียร์
- อาหารทะเลบางชนิด เช่น กุ้ง หอย ปลาซาร์ดีน
- อาหารเหล่านี้เป็นตัวกระตุ้นให้กรดยูริกสูงอย่างชัดเจน
- ลดน้ำหนัก (ถ้ามีภาวะอ้วน) การลดน้ำหนักช่วยให้ร่างกายลดการสร้างกรดยูริก และทำให้ไตขับออกได้ดีขึ้น ป้องกันการกำเริบซ้ำได้อย่างเห็นผล
- ดื่มน้ำมากขึ้น อย่างน้อย 6–8 แก้วต่อวัน น้ำช่วยให้ไตขับกรดยูริกออกง่ายขึ้น ลดความเสี่ยงนิ่วในไต ช่วยไม่ให้ระดับกรดยูริกเข้มข้นเกินไป
อาหารที่ควรเลี่ยง และควรเลือกเมื่อเป็นโรคเกาต์
- อาหารที่ควรเลี่ยง
- เครื่องในสัตว์
- อาหารทะเล
- เบียร์
- น้ำหวาน–น้ำอัดลม
- เนื้อแดง
- อาหารที่กินได้อย่างปลอดภัย
- ผัก–ผลไม้
- เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน (ปริมาณพอเหมาะ)
- นมไขมันต่ำ
- ธัญพืช
- น้ำเปล่า
- อาหารที่ช่วยลดกรดยูริก
- เชอร์รี
- กาแฟดำ
- นมพร่องมันเนย
- น้ำเยอะ ๆ

การป้องกันโรคเกาต์
โรคเกาต์เป็นโรคที่สามารถป้องกันได้ หากดูแลร่างกาย และควบคุมพฤติกรรมเสี่ยงอย่างถูกวิธี การปรับไลฟ์สไตล์ในชีวิตประจำวันสามารถช่วยให้ระดับกรดยูริกคงที่ ลดความเสี่ยงการสะสมจนเกิดอาการปวดข้อเฉียบพลันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- ลด และจำกัดการดื่มแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะเบียร์ เบียร์เป็นเครื่องดื่มที่มีพิวรีนสูง และยังขัดขวางการทำงานของไตในการขับกรดยูริกออกจากร่างกาย การดื่มบ่อยจึงเพิ่มความเสี่ยงต่อทั้งการเกิดโรคเกาต์ และการกำเริบซ้ำ การลด หรือเลี่ยงเบียร์จึงเป็นหนึ่งในวิธีป้องกันที่เห็นผลชัดเจน
- ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ ภาวะอ้วนทำให้ร่างกายมีระดับกรดยูริกสูงขึ้น และเพิ่มการอักเสบของข้อ ผู้ที่ลดน้ำหนักอย่างเหมาะสมจะเห็นการลดลงของอาการเกาต์อย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงช่วยลดความเสี่ยงโรคแทรกซ้อนอื่น ๆ ด้วย
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ การออกกำลังกายช่วยให้ระบบเผาผลาญสมดุลขึ้น ลดการสะสมของกรดยูริก และเสริมความแข็งแรงของข้อ และกล้ามเนื้อ ควรเลือกออกกำลังกายแบบที่ไม่กระแทกข้อ เช่น เดิน ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน
- ดื่มน้ำให้เพียงพอวันละ 6–8 แก้ว น้ำช่วยให้ไตทำงานได้ดีขึ้น ช่วยเจือจางกรดยูริกในร่างกาย และลดความเสี่ยงการเกิดนิ่ว หรือการอุดตันของกรดยูริกในไต การดื่มน้ำสม่ำเสมอเป็นวิธีง่าย ๆ แต่ช่วยป้องกันโรคเกาต์ได้อย่างมาก
- หลีกเลี่ยงอาหารพิวรีนสูง อาหารบางชนิดเป็นตัวการเพิ่มระดับกรดยูริกอย่างรวดเร็ว เช่น
- เครื่องในสัตว์
- เนื้อแดง
- น้ำซุปเข้มข้น
- อาหารทะเลบางชนิด การลดอาหารกลุ่มนี้จะช่วยลดความเสี่ยงทั้งการเริ่มเป็นโรค และการกำเริบในผู้ที่เป็นอยู่แล้ว
- ตรวจสุขภาพประจำปีเพื่อติดตามระดับกรดยูริก การตรวจสุขภาพช่วยให้รู้ทันสัญญาณความเสี่ยง ทั้งค่ากรดยูริก โรคเบาหวาน ความดัน หรือไขมันสูง ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับโรคเกาต์ การรู้ก่อนทำให้ป้องกันได้เร็ว และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
- โรคอ้วน คืออะไร? เข้าใจสาเหตุ และความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่ในไขมันส่วนเกิน
- เช็กสัญญาณเตือนออฟฟิศซินโดรม ปวดตรงไหน บอกอะไรได้บ้าง?
โรคเกาต์ไม่ใช่โรคเรื้อรังที่ควบคุมไม่ได้ หากตรวจพบเร็ว และเข้ารับการรักษาอย่างถูกวิธีตั้งแต่ต้น โรคนี้สามารถจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ การตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ การรักษาตามแพทย์แนะนำ การควบคุมระดับกรดยูริกให้อยู่ในเกณฑ์ และการปรับพฤติกรรมการกินรวมถึงการใช้ชีวิต ล้วนช่วยให้อาการปวดข้อดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ลดโอกาสเกิดก้อนโทฟัส ลดความเสี่ยงไตเสื่อม และช่วยให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ สิ่งสำคัญที่สุดคือการรู้เท่าทันโรค และการวินิจฉัยตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เพราะยิ่งเริ่มดูแลเร็วเท่าไร โอกาสควบคุมโรคได้ดี และป้องกันภาวะแทรกซ้อนก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น
ช่องทางการติดต่อ
สาขาลากูน่า
- ภูเก็ต เมดิคอล คลินิก สาขาลากูน่า ตั้งอยู่ที่ 58/1 ตำบลเชิงทะเล อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต 83100
- เปิดบริการทุกวัน จันทร์ – อาทิตย์ 09.00 – 22.00 น.
- สอบถามผ่าน Line id. @pmcphuket (มี @ ด้วยนะครับ)
- เบอร์โทรติดต่อ 096 236 2449
- แผนที่คลินิก https://maps.app.goo.gl/SXaeLrSU9Lx47YPH6
- จองคิวตรวจออนไลน์ https://pmclaguna.youcanbook.me
สาขาในเมือง
- ภูเก็ต เมดิคอล คลินิก สาขาเมืองภูเก็ต ตั้งอยู่ที่ 41/7-41/8 ตำบลตลาดเหนือ อำเภอเมืองภูเก็ต จ.ภูเก็ต 83000
- เปิดบริการทุกวัน จันทร์ – อาทิตย์ 09.00 – 20.00 น.
- สอบถามผ่าน Line id. @pmcphuket (มี @ ด้วยนะครับ)
- เบอร์โทรติดต่อ 096 228 2449
- แผนที่คลินิก https://maps.app.goo.gl/yeU9qNArGg3qdwZw9
- จองคิวตรวจออนไลน์ https://pmctown.youcanbook.me
สาขาหอนาฬิกา
- ภูเก็ต เมดิคอล คลินิก สาขาหอนาฬิกา ตั้งอยู่ที่ 206/8 ถ. ภูเก็ต ต.ตลาดใหญ่ อำเภอเมืองภูเก็ต ภูเก็ต 83000
- เปิดบริการทุกวัน จันทร์ – อาทิตย์ 12.00 – 20.00น. (ช่วงเเรก)
- สอบถามผ่าน Line id. @pmcphuket (มี @ ด้วยนะครับ)
- เบอร์โทรติดต่อ 096 696 2449
- แผนที่คลินิก https://maps.app.goo.gl/svPvTabmmD1DHe9v9
- จองคิวตรวจออนไลน์ https://phuketmedicalclinic.youcanbook.me
เอกสารอ้างอิง
- National Institute of Arthritis and Musculoskeletal and Skin Diseases (NIAMS). Gout – Symptoms, Causes, Diagnosis, Treatment, and Steps to Take.[ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.niams.nih.gov/health-topics/gout NIAMS+1
- Arthritis Foundation. Gout: Symptoms, Diagnosis, and Treatment – ข้อมูลภาพรวมเรื่องอาการเกาต์ ปัจจัยเสี่ยง และแนวทางการควบคุมกรดยูริก. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.arthritis.org/diseases/gout Arthritis Foundation+1
- MedlinePlus (U.S. National Library of Medicine). Gout – Overview of inflammatory arthritis caused by high uric acid, including prevention and management.[ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://medlineplus.gov/gout.html MedlinePlus
- สมาคมรูมาติสซั่มแห่งประเทศไทย. แนวทางเวชปฏิบัติการดูแลรักษาโรคเกาต์ (Guideline for Management of Gout).[ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://thairheumatology.org thairheumatology.org
- สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข. อาหารที่ควรเลี่ยงในผู้ป่วยโรคเกาต์ – อินโฟกราฟิกให้ข้อมูลเรื่องพิวรีน กรดยูริก และข้อแนะนำด้านโภชนาการ.ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://dis.fda.moph.go.th กองพัฒนาศักยภาพผู้บริโภค
