โรคสโตรก อาการเป็นอย่างไร? เช็กสัญญาณเตือนโรคหลอดเลือดสมอง

โรคสโตรก (Stroke) หรือ โรคหลอดเลือดสมอง เป็นภาวะทางการแพทย์ที่ต้องได้รับการดูแลอย่างเร่งด่วน เพราะเมื่อเลือด และออกซิเจนไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ หรือเกิดเลือดออกในสมอง เซลล์สมองอาจได้รับความเสียหาย และส่งผลต่อการทำงานของร่างกายได้ ความผิดปกติอาจเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน เช่น หน้าเบี้ยว แขนหรือขาอ่อนแรง พูดไม่ชัด มองเห็นผิดปกติ เดินเซ หรือมีอาการสับสน

สิ่งสำคัญคือ โรคสโตรกไม่ได้มีอาการเหมือนกันในทุกคน และบางรายอาจมีเพียงอาการบางอย่างเท่านั้น ดังนั้นการรู้จักสัญญาณเตือนจึงมีความสำคัญมาก หากพบอาการผิดปกติที่เกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน ควรรีบขอความช่วยเหลือทางการแพทย์โดยเร็ว ไม่ควรรอดูอาการเอง

องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่าโรคหลอดเลือดสมองเกิดจากการที่เลือดไปเลี้ยงสมองถูกขัดขวางจากการอุดตันหรือเกิดเลือดออก และเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องได้รับการรักษาอย่างรวดเร็ว

โรคสโตรก คืออะไร?

โรคสโตรก หรือ Stroke เป็นชื่อที่ใช้เรียกกลุ่มโรคที่เกี่ยวข้องกับความผิดปกติของหลอดเลือดสมอง โดยหลัก ๆ เกิดขึ้นได้ 2 ลักษณะ คือ

  1. หลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน ทำให้เลือด และออกซิเจนไม่สามารถไปเลี้ยงสมองบริเวณนั้นได้อย่างเพียงพอ
  2. หลอดเลือดสมองแตก ทำให้เกิดเลือดออกในสมองหรือบริเวณโดยรอบสมอง

เมื่อสมองได้รับเลือด และออกซิเจนไม่เพียงพอ เซลล์สมองบริเวณที่ได้รับผลกระทบจะทำงานผิดปกติ และอาจเกิดความเสียหายได้ อาการที่เกิดขึ้นจึงขึ้นอยู่กับตำแหน่ง และบริเวณของสมองที่ได้รับผลกระทบ

กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข อธิบายว่าโรคหลอดเลือดสมองเกิดจากหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมองตีบ ตัน หรือแตก ทำให้การนำออกซิเจน และสารอาหารไปเลี้ยงเซลล์สมองถูกรบกวน และอาจนำไปสู่อาการอัมพฤกษ์ อัมพาต ความพิการ หรือการเสียชีวิตได้

ดังนั้นคำว่า สโตรก โรคหลอดเลือดสมอง อัมพฤกษ์ หรือ อัมพาต อาจถูกใช้ในบริบทที่เกี่ยวข้องกัน แต่ในทางการแพทย์สโตรกเป็นภาวะที่มีหลายประเภท และมีสาเหตุแตกต่างกัน

โรคสโตรกเกิดจากอะไร?

สโตรกไม่ได้เกิดจากสาเหตุเดียว ปัจจัยที่เกี่ยวข้องจะแตกต่างกันตามประเภทของโรค สำหรับโรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน ปัจจัยหนึ่งคือการมีคราบไขมันสะสมในหลอดเลือด ซึ่งอาจทำให้หลอดเลือดตีบ และเพิ่มโอกาสเกิดการอุดตัน ส่วนโรคหลอดเลือดสมองแตกอาจเกี่ยวข้องกับความผิดปกติของหลอดเลือด และความดันโลหิตสูง เป็นต้น

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ควรใส่ใจ ได้แก่

  • ความดันโลหิตสูง
  • เบาหวาน
  • ไขมันในเลือดสูง
  • โรคหัวใจบางชนิด
  • ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะบางประเภท
  • การสูบบุหรี่
  • การไม่ออกกำลังกาย
  • ภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน
  • การรับประทานอาหารที่มีโซเดียมสูง
  • การดื่มแอลกอฮอล์ในระดับที่เป็นอันตราย
  • อายุที่เพิ่มขึ้น
  • เคยมีโรคหลอดเลือดสมองมาก่อน

โรคสโตรก มีกี่ประเภท?

โรคสโตรกสามารถแบ่งออกเป็นประเภทสำคัญ ๆ ได้ดังนี้

1. โรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน เรียกว่า Ischemic Stroke เกิดจากหลอดเลือดที่นำเลือดไปเลี้ยงสมองเกิดการตีบหรือถูกอุดตัน ทำให้เลือดไหลผ่านไปยังสมองบริเวณนั้นลดลงหรือหยุดลง

สาเหตุอาจเกี่ยวข้องกับคราบไขมันที่สะสมในหลอดเลือด ลิ่มเลือด หรือก้อนเลือดที่เดินทางมาจากบริเวณอื่นของร่างกายแล้วไปอุดหลอดเลือดสมอง

โรคหลอดเลือดสมองชนิดนี้เป็นประเภทที่พบได้บ่อย และการรักษาจะขึ้นอยู่กับชนิด ตำแหน่ง และระยะเวลาที่เริ่มมีอาการ

2. โรคหลอดเลือดสมองแตก เรียกว่า Hemorrhagic Stroke เกิดจากหลอดเลือดในสมองแตก ทำให้มีเลือดออกภายในสมองหรือบริเวณรอบ ๆ สมอง เลือดที่ออกมาอาจกดหรือทำลายเนื้อสมอง และส่งผลต่อการทำงานของระบบประสาท

ภาวะความดันโลหิตสูงเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมอง และการควบคุมความดันโลหิตเป็นส่วนสำคัญของการป้องกันโรค

3. ภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราว หรือ TIA TIA (Transient Ischemic Attack) เป็นภาวะที่มีอาการคล้ายโรคหลอดเลือดสมองจากการที่เลือดไปเลี้ยงสมองถูกขัดขวางชั่วคราว อาการอาจหายไปเองในเวลาไม่นาน

อย่างไรก็ตาม การที่อาการหายไปไม่ได้หมายความว่าไม่อันตราย เพราะ TIA อาจเป็นสัญญาณเตือนว่าบุคคลนั้นมีความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมองในอนาคต

องค์การอนามัยโลกระบุว่า TIA เป็นช่วงเวลาที่มีอาการคล้ายสโตรกจากการที่เลือดไหลเวียนไปยังสมองถูกขัดขวางชั่วคราว และควรให้ความสำคัญกับอาการดังกล่าวเช่นกัน

ใครมีความเสี่ยงโรคสโตรก?

หลายคนเข้าใจว่าสโตรกเป็นโรคของผู้สูงอายุเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง โรคหลอดเลือดสมองสามารถเกิดขึ้นได้กับคนหลายช่วงวัย ความเสี่ยงอาจเพิ่มขึ้นเมื่อมีปัจจัย เช่น

  • ผู้ที่มีความดันโลหิตสูง ความดันโลหิตสูงเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่สุด การตรวจวัด และควบคุมความดันตามคำแนะนำของบุคลากรทางการแพทย์จึงเป็นส่วนสำคัญของการลดความเสี่ยง
  • ผู้ที่เป็นเบาหวาน ระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงเป็นเวลานานสามารถส่งผลต่อหลอดเลือด และเพิ่มความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจ และสมอง
  • ผู้ที่มีไขมันในเลือดสูง ไขมันบางชนิด โดยเฉพาะ LDL cholesterol ที่สูง อาจเกี่ยวข้องกับการสะสมของคราบไขมันในหลอดเลือด
  • ผู้สูบบุหรี่ การสูบบุหรี่ส่งผลเสียต่อระบบหลอดเลือด และเพิ่มความเสี่ยงของโรคหัวใจ และหลอดเลือดสมอง
  • ผู้ที่ไม่ค่อยออกกำลังกาย การขาดกิจกรรมทางกายสัมพันธ์กับปัจจัยเสี่ยงหลายอย่าง เช่น น้ำหนักเกิน ความดันโลหิตสูง และความผิดปกติของระดับน้ำตาลหรือไขมัน
  • ผู้ที่มีโรคหัวใจบางชนิด โรคหัวใจบางประเภท โดยเฉพาะภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะบางชนิด สามารถเพิ่มความเสี่ยงการเกิดลิ่มเลือด และโรคหลอดเลือดสมองได้

โรคสโตรก อาการเป็นอย่างไร?

อาการของโรคสโตรกมักเกิดขึ้น อย่างฉับพลัน และอาจแตกต่างกันตามบริเวณสมองที่ได้รับผลกระทบ

อาการที่ควรระวัง ได้แก่

  • ใบหน้าหรือมุมปากตก
  • หน้าเบี้ยว
  • แขนหรือขาข้างหนึ่งอ่อนแรง
  • แขนหรือขาข้างหนึ่งชา
  • พูดไม่ชัด
  • พูดลำบาก
  • พูดไม่ออก
  • ฟังหรือเข้าใจคำพูดได้ยาก
  • มองเห็นผิดปกติ
  • เห็นภาพซ้อน
  • เดินเซ
  • เสียการทรงตัว
  • เวียนศีรษะอย่างเฉียบพลัน
  • มีอาการสับสน
  • ปวดศีรษะรุนแรง และเกิดขึ้นอย่างผิดปกติ
  • หมดสติหรือมีระดับความรู้สึกตัวเปลี่ยนแปลง

อาการที่พบบ่อยของสโตรก ได้แก่ อ่อนแรงของใบหน้า แขน หรือขา โดยเฉพาะข้างใดข้างหนึ่ง รวมถึงอาการชา สับสน พูดหรือเข้าใจภาษาได้ยาก การมองเห็นผิดปกติ เดินลำบาก เวียนศีรษะ เสียการทรงตัว และปวดศีรษะรุนแรงโดยไม่ทราบสาเหตุ

ภาวะแทรกซ้อนหลังเกิดโรคสโตรก

ผลกระทบจากสโตรกขึ้นอยู่กับตำแหน่งของสมองที่ได้รับความเสียหาย ขนาดของบริเวณที่ได้รับผลกระทบ และความรวดเร็วในการรักษา ภาวะแทรกซ้อนที่อาจพบ ได้แก่

  • แขนหรือขาอ่อนแรง
  • การเคลื่อนไหวผิดปกติ
  • เดินลำบาก
  • พูดลำบาก
  • สื่อสารหรือเข้าใจภาษาได้ยาก
  • กลืนลำบาก
  • การมองเห็นผิดปกติ
  • ความจำหรือการคิดเปลี่ยนแปลง
  • ปัญหาด้านอารมณ์
  • ภาวะซึมเศร้าหรือวิตกกังวล
  • ปัญหาการควบคุมการขับถ่าย
  • อาการปวดหรือเกร็งของกล้ามเนื้อ

สิ่งที่ควรทำเมื่อพบคนมีอาการคล้ายสโตรก

หากพบคนใกล้ตัวมีอาการผิดปกติอย่างเฉียบพลัน เช่น หน้าเบี้ยว แขนขาอ่อนแรง พูดไม่ชัด มองเห็นผิดปกติ หรือเสียการทรงตัว ควรดำเนินการอย่างรวดเร็ว

สิ่งที่ควรทำ ได้แก่

  1. สังเกตอาการที่เกิดขึ้น
  2. จดจำหรือบันทึกว่าอาการเริ่มเมื่อใด
  3. รีบขอความช่วยเหลือทางการแพทย์
  4. ไม่ปล่อยให้ผู้ป่วยเดินทางไปเองหากมีอาการรุนแรง
  5. ไม่ควรรอดูว่าอาการจะหายเองหรือไม่
  6. แม้อาการดีขึ้นหรือหายไป ควรแจ้งบุคลากรทางการแพทย์ว่าเคยมีอาการดังกล่าว

การทราบ เวลาที่เริ่มมีอาการ มีความสำคัญต่อการประเมินและวางแผนการรักษา ฉะนั้นควรแนะนำให้ผู้ที่มีอาการสงสัยสโตรกได้รับการประเมินอย่างรวดเร็ว และเน้นความสำคัญของการตรวจพบอาการตั้งแต่ระยะแรก

สิ่งที่ไม่ควรทำเมื่อสงสัยว่าเป็นสโตรก

เมื่อพบอาการที่เข้าข่ายสโตรก ไม่ควร

  • รอดูอาการเป็นเวลานาน
  • คิดว่าเดี๋ยวอาการคงหายเอง
  • ให้ผู้ป่วยขับรถไปเอง
  • ซื้อยารับประทานเองโดยไม่ทราบชนิดของสโตรก
  • มองข้ามอาการเพียงเพราะเกิดขึ้นชั่วคราว
  • ให้ความสำคัญกับการรักษาแบบพื้นบ้านแทนการประเมินทางการแพทย์

เพราะสโตรกเป็นภาวะที่ต้องแยกสาเหตุอย่างเร่งด่วน และการรักษาโรคหลอดเลือดสมองตีบกับหลอดเลือดสมองแตกไม่เหมือนกัน

หากอาการสโตรกหายไปเอง ยังต้องไปพบแพทย์หรือไม่?

ต้องให้ความสำคัญ และไม่ควรละเลย แม้อาการจะหายไปแล้วก็ตาม บางคนอาจมีอาการผิดปกติทางระบบประสาทเกิดขึ้นเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ เช่น หน้าเบี้ยว แขนหรือขาอ่อนแรง พูดไม่ชัด มองเห็นผิดปกติ หรือเดินเซ จากนั้นอาการกลับมาเป็นปกติ จึงอาจเข้าใจว่าไม่จำเป็นต้องตรวจเพิ่มเติม

อย่างไรก็ตาม อาการที่เกิดขึ้นชั่วคราวอาจเกี่ยวข้องกับ TIA (Transient Ischemic Attack) หรือภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราว ซึ่งควรได้รับการประเมิน เพราะอาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคหลอดเลือดสมองในอนาคต

สิ่งที่ควรทำเมื่อมีอาการแล้วหายไป ได้แก่

  • อย่าคิดว่าอาการหายแล้วหมายความว่าปลอดภัย
  • จดจำเวลาเริ่มมีอาการและเวลาที่อาการหายไป หากสามารถทำได้
  • แจ้งอาการที่เกิดขึ้นให้บุคลากรทางการแพทย์ทราบอย่างละเอียด
  • เข้ารับการประเมินโดยเร็ว แม้อาการจะกลับมาเป็นปกติแล้ว
  • ไม่ควรซื้อยารับประทานหรือปรับยาเอง เพื่อป้องกันสโตรก
  • หากมีอาการกลับมาอีก เช่น หน้าเบี้ยว แขนขาอ่อนแรง พูดไม่ชัด มองเห็นผิดปกติ หรือเสียการทรงตัว ควรขอความช่วยเหลือทางการแพทย์ทันที

การแยก TIA ออกจากสาเหตุอื่นของอาการทางระบบประสาทไม่สามารถทำได้จากอาการเพียงอย่างเดียว จึงอาจจำเป็นต้องได้รับการตรวจเพิ่มเติม เช่น การตรวจระบบประสาท การตรวจเลือด หรือการตรวจภาพสมองตามดุลยพินิจของแพทย์

การวินิจฉัยโรคสโตรกทำอย่างไร? 

การวินิจฉัยโรคสโตรก หรือ โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) มีเป้าหมายสำคัญเพื่อประเมินว่าผู้ป่วยมีภาวะหลอดเลือดสมองผิดปกติหรือไม่ รวมถึงแยกให้ได้ว่าเป็น โรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน (Ischemic Stroke) หรือ โรคหลอดเลือดสมองแตก (Hemorrhagic Stroke) เนื่องจากทั้งสองประเภทมีแนวทางการรักษาที่แตกต่างกัน

อาการของสโตรกมักเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน เช่น หน้าเบี้ยว แขนหรือขาอ่อนแรง พูดไม่ชัด มองเห็นผิดปกติ หรือเสียการทรงตัว ดังนั้น การสังเกตอาการตั้งแต่ระยะแรก และรีบเข้าสู่กระบวนการตรวจวินิจฉัยจึงมีความสำคัญ

สำหรับบุคคลทั่วไป สามารถใช้หลัก FAST และ B.E.F.A.S.T. เป็นเครื่องมือช่วยจำสัญญาณเตือนเบื้องต้นได้ แต่ทั้งสองหลัก ไม่ใช่การวินิจฉัยโรคด้วยตัวเอง หากพบอาการที่เข้าข่าย ควรรีบขอความช่วยเหลือทางการแพทย์

FAST คืออะไร? ช่วยสังเกตอาการสโตรกอย่างไร?

FAST เป็นหลักช่วยจำอาการเตือนของโรคหลอดเลือดสมอง โดยประกอบด้วย Face, Arm, Speech และ Time

F = Face | ใบหน้า ให้สังเกตว่ามีความผิดปกติของใบหน้าเกิดขึ้นอย่างฉับพลันหรือไม่ โดยอาจลองให้ผู้ที่มีอาการยิ้มแล้วสังเกตใบหน้าทั้งสองข้าง อาการที่ควรระวัง ได้แก่

  • หน้าเบี้ยว
  • มุมปากตกข้างหนึ่ง
  • ใบหน้าข้างหนึ่งอ่อนแรง
  • ยิ้มแล้วใบหน้าสองข้างไม่เท่ากัน
  • มีอาการชาบริเวณใบหน้าร่วมด้วย

หากพบใบหน้าเบี้ยวที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน ควรถือเป็นสัญญาณเตือนที่ต้องได้รับการประเมินโดยเร็ว

A = Arm | แขน ให้สังเกตว่ามีแขนหรือขาข้างใดข้างหนึ่งอ่อนแรงหรือชาหรือไม่ เช่น ให้ผู้ที่มีอาการยกแขนทั้งสองข้างพร้อมกัน อาการที่ควรระวัง ได้แก่

  • ยกแขนข้างหนึ่งไม่ขึ้น
  • แขนข้างหนึ่งตกลงเมื่อพยายามยกค้างไว้
  • แขนหรือมือข้างหนึ่งอ่อนแรง
  • แขนหรือขาข้างหนึ่งชา
  • จับสิ่งของได้ไม่ถนัดอย่างฉับพลัน
  • มีอาการอ่อนแรงของขาร่วมด้วย

S = Speech | การพูด สังเกตความผิดปกติของการพูด และการสื่อสาร เช่น

  • พูดไม่ชัด
  • พูดไม่เป็นคำ
  • พูดลำบากอย่างกะทันหัน
  • เรียบเรียงคำพูดผิดปกติ
  • นึกคำที่จะพูดได้ยาก
  • ไม่เข้าใจคำพูดของผู้อื่น
  • ไม่สามารถสื่อสารได้เหมือนปกติ

ความผิดปกติด้านภาษาอาจไม่ได้หมายถึงการออกเสียงไม่ชัดเพียงอย่างเดียว แต่อาจรวมถึงความสามารถในการเข้าใจหรือใช้ภาษา

T = Time | เวลา T หรือ Time เป็นส่วนที่เน้นว่าต้องรีบดำเนินการเมื่อพบอาการ หากพบอาการผิดปกติที่เข้าข่าย FAST ไม่ควรรอดูอาการหรือรอให้อาการหายเอง ควรรีบขอความช่วยเหลือทางการแพทย์ หากสามารถทำได้ ควรจดจำหรือบันทึก

  • เวลาที่เริ่มมีอาการ
  • เวลาที่ผู้ป่วยยังปกติครั้งสุดท้าย
  • อาการแรกที่เกิดขึ้น
  • อาการมีการเปลี่ยนแปลงหรือรุนแรงขึ้นหรือไม่

ข้อมูลเรื่องเวลามีความสำคัญต่อการประเมิน และเลือกแนวทางการรักษาในผู้ป่วยบางราย

B.E.F.A.S.T. เช็กอาการเตือนโรคหลอดเลือดสมองอย่างไร?

B.E.F.A.S.T. เป็นอีกหนึ่งหลักช่วยจำสัญญาณเตือนโรคหลอดเลือดสมอง โดยเพิ่ม B = Balance และ E = Eyes จากหลัก FAST เพื่อให้ครอบคลุมอาการที่เกี่ยวข้องกับการทรงตัว และการมองเห็น

หลัก B.E.F.A.S.T. ประกอบด้วย

  • B = Balance — การทรงตัวผิดปกติ
  • E = Eyes — การมองเห็นผิดปกติ
  • F = Face — ใบหน้าเบี้ยวหรืออ่อนแรง
  • A = Arm — แขนหรือขาอ่อนแรงหรือชา
  • S = Speech — การพูดหรือการสื่อสารผิดปกติ
  • T = Time — ต้องรีบขอความช่วยเหลือ

B = Balance | การทรงตัวผิดปกติ การเปลี่ยนแปลงด้านการทรงตัวที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันอาจเป็นสัญญาณหนึ่งของความผิดปกติทางระบบประสาท อาการที่ควรสังเกต ได้แก่

  • เดินเซอย่างกะทันหัน
  • เดินไม่มั่นคง
  • เสียการทรงตัว
  • เวียนศีรษะอย่างฉับพลัน
  • เดินลำบากโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • เคลื่อนไหวร่างกายไม่สัมพันธ์กันเหมือนปกติ

ข้อควรระวัง: อาการเวียนศีรษะไม่ได้หมายความว่าเป็นสโตรกเสมอไป แต่หากเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน โดยเฉพาะเมื่อมีอาการเดินเซ พูดไม่ชัด แขนขาอ่อนแรง หรือการมองเห็นผิดปกติร่วมด้วย ควรได้รับการประเมินอย่างเร่งด่วน

E = Eyes | การมองเห็นผิดปกติ สโตรกบางกรณีอาจส่งผลต่อบริเวณสมองที่เกี่ยวข้องกับการมองเห็น ทำให้เกิดความผิดปกติของการมองเห็นอย่างฉับพลัน อาการที่ควรระวัง ได้แก่

  • ตามัวอย่างกะทันหัน
  • เห็นภาพซ้อน
  • มองเห็นลดลง
  • สูญเสียการมองเห็นบางส่วน
  • มองไม่เห็นบริเวณใดบริเวณหนึ่ง
  • การมองเห็นเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนโดยไม่ทราบสาเหตุ

หากการมองเห็นเปลี่ยนแปลงอย่างเฉียบพลัน ควรได้รับการประเมิน เพราะสาเหตุอาจเกี่ยวข้องกับระบบประสาทหรือภาวะอื่นที่ต้องได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม

F = Face | ใบหน้าเบี้ยวหรืออ่อนแรง สังเกตว่ากล้ามเนื้อใบหน้าข้างใดข้างหนึ่งมีความผิดปกติหรือไม่ เช่น

  • มุมปากตก
  • หน้าเบี้ยว
  • ยิ้มแล้วใบหน้าสองข้างไม่เท่ากัน
  • ใบหน้าข้างหนึ่งเคลื่อนไหวได้น้อยลง
  • มีอาการชาร่วมด้วย

A = Arm | แขนหรือขาอ่อนแรงหรือชา อาการอ่อนแรงหรือชาที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน โดยเฉพาะเพียงข้างเดียว เป็นอาการที่ควรให้ความสำคัญ เช่น

  • แขนอ่อนแรง
  • ขาอ่อนแรง
  • ยกแขนข้างหนึ่งไม่ขึ้น
  • เดินแล้วขาข้างหนึ่งไม่มีแรง
  • แขนหรือขาชา
  • การใช้มือหรือแขนผิดปกติอย่างกะทันหัน

S = Speech | พูดไม่ชัดหรือสื่อสารผิดปกติ สังเกตความผิดปกติของการพูด และภาษา เช่น

  • พูดไม่ชัด
  • พูดลำบาก
  • พูดไม่เป็นคำ
  • ใช้คำผิดหรือเรียบเรียงคำไม่ได้
  • ไม่เข้าใจคำพูด
  • ไม่สามารถสื่อสารได้เหมือนเดิม

อาการเหล่านี้อาจเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน และเป็นสัญญาณสำคัญของโรคหลอดเลือดสมอง

T = Time | เวลาเป็นสิ่งสำคัญ หากพบอาการข้อใดข้อหนึ่งของ B.E.F.A.S.T. โดยเฉพาะอาการที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน ไม่ควรรอดูอาการ และไม่ควรพยายามวินิจฉัยด้วยตนเอง ควร

  • รีบขอความช่วยเหลือทางการแพทย์
  • จดจำเวลาที่เริ่มมีอาการ
  • หากไม่ทราบเวลาเริ่มอาการ ให้แจ้งเวลาที่ผู้ป่วยยังปกติครั้งสุดท้าย
  • แจ้งอาการที่เกิดขึ้นให้ทีมแพทย์ทราบ
  • ไม่ควรให้ผู้ป่วยขับรถไปโรงพยาบาลด้วยตัวเอง
  • ไม่ควรซื้อยารับประทานเองก่อนทราบชนิดของสโตรก

หลังพบ FAST หรือ B.E.F.A.S.T. แพทย์วินิจฉัยอย่างไร?

การใช้ FAST หรือ B.E.F.A.S.T. เป็นเพียงการสังเกตสัญญาณเตือนเบื้องต้น ไม่สามารถยืนยันได้ว่าผู้ป่วยเป็นสโตรกชนิดใด แพทย์จำเป็นต้องตรวจเพิ่มเติมเพื่อแยกสาเหตุ และวางแผนการรักษา

  • ซักประวัติ และประเมินเวลาที่เริ่มมีอาการ แพทย์จะสอบถามรายละเอียด เช่น
    • อาการเริ่มขึ้นเมื่อใด
    • ผู้ป่วยปกติครั้งสุดท้ายเมื่อใด
    • อาการแรกที่เกิดขึ้นคืออะไร
    • อาการเกิดขึ้นทันทีหรือค่อย ๆ เป็น
    • อาการดีขึ้นหรือแย่ลงหรือไม่
    • เคยมีสโตรกหรือ TIA มาก่อนหรือไม่
    • มีโรคประจำตัวอะไรบ้าง
    • รับประทานยาชนิดใดอยู่
  • ตรวจระบบประสาท แพทย์อาจประเมิน
    • ระดับความรู้สึกตัว
    • การเคลื่อนไหวของใบหน้า
    • กำลังของแขน และขา
    • การรับความรู้สึก
    • การพูด และความเข้าใจภาษา
    • การมองเห็น
    • การประสานงานของร่างกาย
    • การเดิน และการทรงตัว
  • ตรวจภาพสมอง CT Scan หรือ MRI สมอง อาจถูกนำมาใช้เพื่อช่วยแยกสาเหตุของอาการ โดยเฉพาะการประเมินว่ามีเลือดออกในสมองหรือมีหลักฐานของสมองขาดเลือดหรือไม่
  • ตรวจหลอดเลือด ในบางกรณีอาจตรวจเพิ่มเติม เช่น
    • CT Angiography (CTA)
    • MR Angiography (MRA)
    • การตรวจหลอดเลือดบริเวณคอด้วยอัลตราซาวนด์
    • เพื่อค้นหาบริเวณหลอดเลือดที่ตีบหรืออุดตัน
  • ตรวจเลือด อาจตรวจระดับน้ำตาล การทำงานของไต เกลือแร่ การแข็งตัวของเลือด และการตรวจอื่น ๆ ตามความเหมาะสม
  • ตรวจหัวใจ ผู้ป่วยบางรายอาจต้องตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจหรือติดตามจังหวะหัวใจ เพื่อค้นหาภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะหรือสาเหตุอื่นที่อาจเกี่ยวข้องกับการเกิดลิ่มเลือด

FAST กับ B.E.F.A.S.T. ต่างกันอย่างไร?

ทั้งสองวิธีมีจุดประสงค์เพื่อช่วยให้จดจำ สัญญาณเตือนโรคหลอดเลือดสมอง ได้ง่ายขึ้น

หลักช่วยจำอาการที่เน้น
FASTFace, Arm, Speech, Time
B.E.F.A.S.T.เพิ่ม Balance และ Eyes จาก FAST
B – Balanceการทรงตัวผิดปกติ
E – Eyesการมองเห็นผิดปกติ
F – Faceใบหน้าเบี้ยวหรืออ่อนแรง
A – Armแขนหรือขาอ่อนแรงหรือชา
S – Speechพูดหรือสื่อสารผิดปกติ
T – Timeรีบขอความช่วยเหลือ

B.E.F.A.S.T. จึงช่วยให้สังเกตอาการได้กว้างขึ้น โดยเฉพาะความผิดปกติของการทรงตัว และการมองเห็น

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะใช้ FAST หรือ B.E.F.A.S.T. หากมีอาการผิดปกติทางระบบประสาทเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน ควรถือเป็นเหตุฉุกเฉิน และรีบเข้าสู่กระบวนการประเมินทางการแพทย์

การตรวจเพื่อช่วยวางแผนรักษาโรคสโตรก

หลังจากประเมินอาการ และสงสัยว่าอาจเป็นโรคสโตรก แพทย์จะพิจารณาการตรวจเพิ่มเติมเพื่อ ระบุชนิดของสโตรก ตำแหน่ง และความรุนแรงของความผิดปกติ ค้นหาสาเหตุ และใช้ข้อมูลประกอบการเลือกแนวทางรักษา เนื่องจากโรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน และโรคหลอดเลือดสมองแตกมีวิธีรักษาที่แตกต่างกัน การตรวจที่อาจนำมาใช้ ได้แก่

1. CT Scan สมอง เป็นการตรวจที่มีบทบาทสำคัญในผู้ที่สงสัยโรคสโตรก โดยเฉพาะในระยะแรก เนื่องจากสามารถช่วยประเมินว่ามี เลือดออกในสมอง หรือไม่ และช่วยแยกภาวะอื่นที่อาจทำให้เกิดอาการคล้ายสโตรกได้ การตรวจอาจช่วยให้แพทย์พิจารณาแนวทางการรักษาได้เหมาะสมมากขึ้น โดยเฉพาะในผู้ที่มีอาการเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน

2. MRI สมอง สามารถแสดงรายละเอียดของเนื้อสมองได้มากขึ้นในบางกรณี และอาจช่วยตรวจหาบริเวณที่มีการขาดเลือดหรือความผิดปกติของเนื้อสมอง อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยสโตรกไม่ได้จำเป็นต้องได้รับ MRI ทุกรายทันที การเลือกใช้ CT หรือ MRI ขึ้นอยู่กับอาการ ความเร่งด่วน ความพร้อมในการตรวจ และการพิจารณาของทีมแพทย์

3. การตรวจหลอดเลือดสมอง และหลอดเลือดบริเวณคอ แพทย์อาจตรวจหลอดเลือดเพิ่มเติมเพื่อค้นหาว่ามี หลอดเลือดตีบหรืออุดตัน หรือไม่ รวมถึงประเมินตำแหน่ง และลักษณะของความผิดปกติ ตัวอย่างการตรวจ ได้แก่

  • CT Angiography (CTA)
  • MR Angiography (MRA)
  • Carotid ultrasound สำหรับประเมินหลอดเลือดบริเวณคอ
  • การตรวจหลอดเลือดชนิดอื่นตามข้อบ่งชี้

ข้อมูลจากการตรวจหลอดเลือดอาจมีส่วนช่วยในการพิจารณาการรักษาในผู้ป่วยบางราย

4. การตรวจเลือด การตรวจเลือดไม่ได้ใช้เพียงเพื่อยืนยันการวินิจฉัยสโตรก แต่ช่วยประเมินสุขภาพโดยรวม และปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการรักษา เช่น

  • ระดับน้ำตาลในเลือด
  • การทำงานของไต
  • ระดับเกลือแร่
  • ความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด
  • การแข็งตัวของเลือด
  • ระดับไขมันในเลือดตามความเหมาะสม

นอกจากนี้ การตรวจระดับน้ำตาลยังช่วยประเมินภาวะบางอย่างที่อาจทำให้เกิดอาการทางระบบประสาทคล้ายสโตรกได้

5. การตรวจหัวใจ ผู้ป่วยบางรายอาจจำเป็นต้องได้รับการตรวจหัวใจเพื่อค้นหาสาเหตุที่อาจเกี่ยวข้องกับการเกิดลิ่มเลือด และสโตรก โดยเฉพาะในกรณีที่สงสัยว่าลิ่มเลือดอาจมาจากหัวใจ

การตรวจอาจประกอบด้วย

  • คลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG/EKG)
  • การติดตามจังหวะการเต้นของหัวใจ
  • Echocardiogram หรือการตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงสะท้อนในกรณีที่เหมาะสม

การตรวจเหล่านี้อาจช่วยค้นหาภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะหรือความผิดปกติของหัวใจที่เกี่ยวข้องกับการเกิดสโตรก

6. การตรวจเพิ่มเติมเพื่อค้นหาสาเหตุของสโตรก หลังผ่านระยะฉุกเฉิน แพทย์อาจพิจารณาการตรวจเพิ่มเติมตามอายุ ประวัติสุขภาพ และลักษณะของสโตรก เพื่อค้นหาปัจจัยที่อาจทำให้เกิดโรค เช่น

  • ความดันโลหิตสูง
  • ไขมันในเลือดสูง
  • เบาหวาน
  • โรคหัวใจ
  • ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ
  • ความผิดปกติของหลอดเลือด
  • ปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

การค้นหาสาเหตุมีความสำคัญ เพราะช่วยให้สามารถวางแผน ป้องกันการเกิดสโตรกซ้ำ ได้ตรงกับปัจจัยเสี่ยงของแต่ละคน

ผลการตรวจช่วยวางแผนการรักษาอย่างไร?

ข้อมูลจากการตรวจต่าง ๆ จะถูกนำมาประกอบกัน ไม่ได้พิจารณาจากผลตรวจเพียงอย่างเดียว โดยแพทย์อาจใช้ข้อมูลเพื่อ

  • แยก หลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน ออกจาก หลอดเลือดสมองแตก
  • ประเมินตำแหน่ง และขนาดของความผิดปกติ
  • ประเมินความรุนแรงของสโตรก
  • พิจารณาว่าผู้ป่วยเข้าเกณฑ์การรักษาเฉพาะบางประเภทหรือไม่
  • ค้นหาสาเหตุที่ทำให้เกิดสโตรก
  • ประเมินความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน
  • วางแผนการฟื้นฟูหลังสโตรก
  • วางแนวทางลดความเสี่ยงของการเกิดสโตรกซ้ำ

ทำไมอาการสโตรกจึงต้องรีบรักษา?

สมองเป็นอวัยวะที่ต้องได้รับเลือด และออกซิเจนอย่างต่อเนื่อง เมื่อเกิด หลอดเลือดสมองตีบ อุดตัน หรือแตก การไหลเวียนเลือดไปยังเนื้อสมองอาจผิดปกติ ส่งผลให้เซลล์สมองบริเวณนั้นทำงานผิดปกติ และเกิดความเสียหายได้

หากปล่อยให้อาการดำเนินต่อไปโดยไม่ได้รับการประเมิน และรักษาอย่างเหมาะสม ความเสียหายของสมองอาจเพิ่มขึ้น และอาจนำไปสู่ความพิการหรือภาวะแทรกซ้อนในระยะยาวได้

เหตุผลสำคัญที่ควรรีบรักษา ได้แก่

  • สมองขาดเลือด และออกซิเจน: เมื่อเลือดไปเลี้ยงสมองลดลง เซลล์สมองบริเวณที่ได้รับผลกระทบอาจเสียหายได้
  • ความเสียหายอาจเพิ่มขึ้นตามเวลา: หากการไหลเวียนเลือดยังผิดปกติ ความเสียหายของเนื้อสมองอาจขยายมากขึ้น
  • อาจเกิดความพิการตามมา: ผู้ป่วยบางรายอาจมีแขนขาอ่อนแรง พูดหรือสื่อสารผิดปกติ กลืนลำบาก หรือมีปัญหาด้านการเคลื่อนไหว
  • การรักษาขึ้นอยู่กับชนิดของสโตรก: สโตรกจากหลอดเลือดอุดตัน และสโตรกจากหลอดเลือดแตกมีแนวทางการรักษาแตกต่างกัน จึงจำเป็นต้องตรวจหาสาเหตุอย่างรวดเร็ว
  • ต้องประเมินด้วยการตรวจที่เหมาะสม: แพทย์อาจใช้การตรวจภาพสมอง เช่น CT scan หรือ MRI ร่วมกับการตรวจอื่น ๆ เพื่อช่วยระบุลักษณะของความผิดปกติ
  • เวลาที่เริ่มมีอาการมีความสำคัญ: การทราบว่าอาการเริ่มขึ้นเมื่อใดจะช่วยให้ทีมแพทย์ประเมินแนวทางการรักษาที่เหมาะสมได้
  • อาการหายเองก็ไม่ควรละเลย: แม้อาการจะดีขึ้นหรือหายไปในเวลาไม่นาน ก็อาจเกี่ยวข้องกับภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราว (TIA) ซึ่งควรได้รับการประเมิน

ดังนั้น หากพบอาการที่เข้าข่ายสโตรก เช่น หน้าเบี้ยว แขนหรือขาอ่อนแรง พูดไม่ชัด การมองเห็นผิดปกติ หรือเสียการทรงตัวอย่างฉับพลัน ควรรีบขอความช่วยเหลือทางการแพทย์ทันที

ไม่ควรรอดูอาการ ไม่ควรพยายามวินิจฉัยด้วยตนเอง และไม่ควรคิดว่าอาการจะหายเอง เพราะจากอาการเพียงอย่างเดียวไม่สามารถบอกได้แน่ชัดว่าเป็นหลอดเลือดสมองอุดตันหรือตีบ หรือเป็นเลือดออกในสมอง การตรวจโดยบุคลากรทางการแพทย์จึงมีความสำคัญต่อการวางแผนรักษาอย่างเหมาะสม

การรักษาโรคสโตรกทำอย่างไร?

การรักษาโรคสโตรก หรือ โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) ต้องเริ่มจากการแยกให้ได้ก่อนว่าเป็น หลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน หรือ หลอดเลือดสมองแตก เนื่องจากทั้งสองประเภทมีแนวทางการรักษาที่แตกต่างกัน นอกจากนี้ แพทย์ยังต้องพิจารณาตำแหน่ง และขนาดของความผิดปกติ ความรุนแรงของอาการ ระยะเวลาตั้งแต่เริ่มมีอาการ และสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย

การรักษาจึงไม่ใช่การใช้ยาชนิดเดียวสำหรับผู้ป่วยทุกคน และไม่ควรซื้อยารับประทานเองเมื่อสงสัยว่าเป็นสโตรก

การรักษาโรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน

โรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตันเกิดจากเลือดไหลไปเลี้ยงสมองลดลงหรือมีสิ่งอุดกั้นภายในหลอดเลือด ทำให้เนื้อสมองได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ

เมื่อผู้ป่วยมาถึงสถานพยาบาล แพทย์จะประเมินอาการ และอาจตรวจภาพสมองเพื่อแยกสาเหตุว่าเป็นหลอดเลือดอุดตันหรือตกเลือด รวมถึงประเมินว่าผู้ป่วยเข้าเกณฑ์สำหรับการรักษาแบบใด

แนวทางการรักษาที่อาจพิจารณา ได้แก่

  • ยาสลายลิ่มเลือด: ผู้ป่วยบางรายอาจได้รับยาที่ช่วยสลายลิ่มเลือด หากเข้าเกณฑ์ด้านเวลา อาการ และปัจจัยทางการแพทย์ที่กำหนด
  • การนำลิ่มเลือดออกจากหลอดเลือด: ในผู้ป่วยบางรายที่มีหลอดเลือดขนาดใหญ่เกิดการอุดตัน อาจพิจารณาการทำหัตถการเพื่อเอาลิ่มเลือดออก
  • การรักษาเพื่อป้องกันการเกิดสโตรกซ้ำ: หลังระยะฉุกเฉิน แพทย์อาจวางแผนดูแลปัจจัยเสี่ยง เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง โรคหัวใจ และการสูบบุหรี่
  • การรักษาตามสาเหตุ: หากพบว่ามีโรคหรือภาวะบางอย่างเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดสโตรก แพทย์จะวางแผนรักษาและป้องกันการเกิดซ้ำให้เหมาะสม

สิ่งสำคัญคือการรักษาบางประเภทมีข้อจำกัดด้านเวลา ดังนั้นเมื่อมีอาการสงสัยสโตรกจึงไม่ควรรอดูอาการที่บ้าน

การรักษาโรคหลอดเลือดสมองแตก

โรคหลอดเลือดสมองแตกเกิดจากหลอดเลือดในสมองมีการรั่วหรือแตก ทำให้เลือดออกภายในหรือรอบ ๆ สมอง การรักษาจึงแตกต่างจากโรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน

แนวทางการรักษาอาจประกอบด้วย

  • ควบคุมความดันโลหิต ตามระดับ และสถานการณ์ของผู้ป่วย
  • ประเมิน และควบคุมภาวะเลือดออก เพื่อป้องกันความเสียหายเพิ่มเติม
  • ทบทวนยาที่ผู้ป่วยใช้อยู่ โดยเฉพาะยาที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด
  • ดูแลภาวะแทรกซ้อน ที่อาจเกิดขึ้นจากเลือดออกในสมอง
  • การผ่าตัดหรือหัตถการเฉพาะทาง ในผู้ป่วยบางราย โดยพิจารณาจากตำแหน่ง ขนาดของเลือดที่ออก และผลกระทบต่อสมอง
  • ติดตามอาการทางระบบประสาทอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินว่ามีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่

ดังนั้น หากยังไม่ทราบแน่ชัดว่าอาการเกิดจากหลอดเลือดสมองอุดตันหรือตกเลือด ไม่ควรรับประทานยาที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือดด้วยตัวเอง เพราะการรักษาที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับชนิดของสโตรก

การฟื้นฟูหลังโรคสโตรก

การรักษาไม่ได้สิ้นสุดเมื่อภาวะฉุกเฉินผ่านไป แต่ การฟื้นฟูหลังสโตรกเป็นส่วนสำคัญของการดูแลระยะต่อมา โดยมีเป้าหมายเพื่อช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นความสามารถในการเคลื่อนไหว การสื่อสาร การกลืน การคิด และการทำกิจวัตรประจำวันให้ได้มากที่สุดตามสภาพของแต่ละคน

แผนการฟื้นฟูจะขึ้นอยู่กับบริเวณสมองที่ได้รับผลกระทบ ความรุนแรงของโรค และความสามารถของผู้ป่วย

  • กายภาพบำบัด ช่วยฝึกการเคลื่อนไหว และการใช้กล้ามเนื้อ รวมถึงความสามารถในการเดิน การทรงตัว และการเคลื่อนไหวของแขน และขา เป้าหมายอาจรวมถึง
    • ฝึกการเคลื่อนไหว
    • เพิ่มความสามารถในการทรงตัว
    • ฝึกการเดิน
    • ฝึกการใช้แขน และขา
    • ลดข้อจำกัดจากการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ
    • การฟื้นตัวของแต่ละคนแตกต่างกัน จึงควรได้รับการประเมิน และวางแผนการฝึกให้เหมาะสมกับความสามารถของผู้ป่วย
  • กิจกรรมบำบัด มุ่งช่วยให้ผู้ป่วยกลับมาทำกิจวัตรประจำวันได้มากขึ้น เช่น
    • แต่งตัว
    • รับประทานอาหาร
    • อาบน้ำ
    • หยิบจับสิ่งของ
    • ใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ
    • ทำกิจกรรมในชีวิตประจำวัน
    • นอกจากการฝึกทักษะแล้ว ยังอาจมีการประเมินสภาพแวดล้อม และหาแนวทางช่วยให้ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างเหมาะสม และปลอดภัยมากขึ้น
  • การฟื้นฟูการพูด และการสื่อสาร ผู้ป่วยสโตรกบางรายอาจมีปัญหาเกี่ยวกับการพูด การเข้าใจภาษา การอ่าน หรือการเขียน ขึ้นอยู่กับบริเวณสมองที่ได้รับผลกระทบ
    • การฟื้นฟูอาจมุ่งเน้น
    • ฝึกการออกเสียง และการพูด
    • ฝึกการเข้าใจภาษา
    • ฝึกการสื่อสารในชีวิตประจำวัน
    • ประเมินปัญหาด้านภาษา และการสื่อสาร
    • หาเครื่องมือช่วยสื่อสารในผู้ที่มีข้อจำกัด
  • การประเมิน และฟื้นฟูการกลืน
    • สโตรกบางรายอาจทำให้เกิดปัญหาในการกลืน ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงที่อาหารหรือน้ำจะเข้าสู่ทางเดินหายใจ
    • จึงอาจจำเป็นต้องได้รับการประเมินการกลืน และปรับวิธีการรับประทานอาหารหรือเครื่องดื่มตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ
    • ไม่ควรปรับอาหารหรือให้ผู้ป่วยรับประทานอาหารทางปากเอง หากยังไม่ได้รับการประเมินในกรณีที่สงสัยว่ามีปัญหาการกลืน
  • การฟื้นฟูด้านความจำ การคิด และอารมณ์ หลังเกิดสโตรก ผู้ป่วยบางรายอาจมีการเปลี่ยนแปลงด้านความจำ สมาธิ การวางแผน การตัดสินใจ อารมณ์ หรือพฤติกรรม การดูแลจึงอาจต้องครอบคลุมด้านเหล่านี้ด้วย เช่น
    • ประเมินความจำ และสมาธิ
    • ฝึกทักษะการคิด และการแก้ปัญหา
    • ประเมินการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์
    • ให้คำแนะนำแก่ครอบครัวในการดูแลผู้ป่วย
    • วางแผนการกลับไปทำกิจวัตรประจำวันตามความสามารถ

โรคสโตรกป้องกันได้หรือไม่?

โรคสโตรกไม่สามารถป้องกันได้ทั้งหมด เพราะมีปัจจัยบางอย่างที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ เช่น อายุหรือประวัติการเกิดโรค แต่การจัดการปัจจัยเสี่ยงที่สามารถปรับเปลี่ยนได้สามารถช่วยลดความเสี่ยงได้ แนวทางที่ควรให้ความสำคัญ ได้แก่

  • ตรวจ และควบคุมความดันโลหิต ควรตรวจความดันโลหิตอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติความดันโลหิตสูง และรับประทานยาตามคำแนะนำของแพทย์หากได้รับการรักษา
  • ดูแลระดับน้ำตาล ผู้ที่เป็นเบาหวานควรติดตาม และควบคุมระดับน้ำตาลตามเป้าหมายที่บุคลากรทางการแพทย์แนะนำ
  • ดูแลระดับไขมัน การตรวจระดับไขมัน และการปรับอาหาร รวมถึงการใช้ยาหากแพทย์เห็นว่าจำเป็น สามารถช่วยลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดได้
  • ไม่สูบบุหรี่ การหยุดสูบบุหรี่เป็นหนึ่งในวิธีลดปัจจัยเสี่ยงด้านหลอดเลือดที่สำคัญ
  • รับประทานอาหารอย่างสมดุล ควรให้ความสำคัญกับผัก ผลไม้ ธัญพืช และอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ พร้อมลดอาหารที่มีโซเดียม ไขมันอิ่มตัว และน้ำตาลสูง
  • มีกิจกรรมทางกายอย่างสม่ำเสมอ WHO แนะนำให้ผู้ใหญ่ที่สามารถทำได้มีกิจกรรมทางกายระดับปานกลางอย่างน้อยประมาณ 150 นาทีต่อสัปดาห์ โดยควรปรับให้เหมาะกับสุขภาพ และข้อจำกัดของแต่ละคน
  • จำกัดการดื่มแอลกอฮอล์ การดื่มแอลกอฮอล์ในระดับที่เป็นอันตรายเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมอง การลดหรือหลีกเลี่ยงจึงเป็นแนวทางที่ช่วยลดความเสี่ยงได้
  • ตรวจสุขภาพตามความเหมาะสม การตรวจสุขภาพช่วยให้พบปัจจัยเสี่ยง เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน หรือไขมันในเลือดผิดปกติได้เร็วขึ้น

การป้องกันสโตรกเกิดซ้ำ

หลังผ่านระยะเฉียบพลันแล้ว การป้องกันการเกิดสโตรกซ้ำเป็นอีกส่วนหนึ่งที่สำคัญ โดยแนวทางจะขึ้นอยู่กับสาเหตุของสโตรก และปัจจัยเสี่ยงของแต่ละคน อาจประกอบด้วย

  • ควบคุมความดันโลหิต
  • ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
  • ดูแลระดับไขมันในเลือด
  • รับประทานยาตามคำแนะนำ
  • ไม่สูบบุหรี่
  • ดูแลน้ำหนัก และการรับประทานอาหารอย่างเหมาะสม
  • มีกิจกรรมทางกายตามความสามารถ และคำแนะนำ
  • ติดตามโรคประจำตัวอย่างสม่ำเสมอ
  • ไปพบผู้เชี่ยวชาญตามนัด

ไม่ควรหยุดยา ลดขนาดยา หรือเปลี่ยนยาเพื่อป้องกันสโตรกด้วยตัวเอง แม้จะไม่มีอาการแล้วก็ตาม

ทำไมควรเลือกบริการที่ ภูเก็ต เมดิคอล คลินิก?

หากกำลังมองหาสถานพยาบาลสำหรับตรวจสุขภาพหรือรับคำปรึกษาด้านสุขภาพในจังหวัดภูเก็ต ปัจจัยสำคัญไม่ควรมีเพียงเรื่องความสะดวก แต่ควรพิจารณาคุณภาพการดูแล ความพร้อมของบุคลากร เครื่องมือทางการแพทย์ และความเหมาะสมของบริการร่วมกัน โดยภูเก็ต เมดิคอล คลินิกระบุว่ามีบริการสำหรับทั้งคนในพื้นที่ และนักท่องเที่ยว และรองรับทั้งการเข้ารับบริการแบบ Walk-in และการนัดหมายล่วงหน้า

  • มีบริการทางการแพทย์หลากหลาย ภูเก็ต เมดิคอล คลินิกมีบริการหลายด้าน เช่น การตรวจเลือด การตรวจวินิจฉัย การตรวจสุขภาพ และบริการทางการแพทย์อื่น ๆ ทำให้ผู้รับบริการสามารถปรึกษา และเลือกการตรวจที่เหมาะสมกับอาการหรือความต้องการด้านสุขภาพได้
  • มีทีมแพทย์ และบุคลากรทางการแพทย์ดูแล คลินิกระบุว่ามีทีมแพทย์ และบุคลากรทางการแพทย์ที่มีประสบการณ์ พร้อมให้คำปรึกษา และดูแลผู้รับบริการทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติ
  • มีเครื่องมือ และบริการตรวจทางการแพทย์ การตรวจสุขภาพที่เหมาะสมจำเป็นต้องอาศัยเครื่องมือ และกระบวนการตรวจที่สอดคล้องกับปัญหาสุขภาพ โดยคลินิกระบุว่ามีบริการตรวจเลือด และการตรวจวินิจฉัย พร้อมเทคโนโลยีทางการแพทย์สำหรับสนับสนุนการประเมินสุขภาพ
  • เดินทางสะดวก และมีหลายสาขา ข้อมูลของคลินิกระบุว่ามีสาขาในพื้นที่ภูเก็ต เช่น สาขาเมืองภูเก็ต สาขาหอนาฬิกา และสาขาลากูน่า ทำให้ผู้รับบริการสามารถเลือกสาขาที่เหมาะกับพื้นที่ และความสะดวกของตนเองได้ ตัวอย่างเช่น (PMC ย้ายไปอยู่วงเวียนหอนาฬิกา) Phuket Medical Clinic (PMC Circle Clock Tower) ตั้งอยู่บริเวณวงเวียนหอนาฬิกาในเมืองภูเก็ต
  • รองรับทั้ง Walk-in และการนัดหมาย สำหรับผู้ที่ต้องการความสะดวก สามารถเลือกเข้ารับบริการแบบ Walk-in หรือจองนัดหมายล่วงหน้าได้ตามบริการ และสาขาที่ต้องการ โดยเว็บไซต์ของคลินิกระบุว่าเปิดให้บริการทุกวันในบางสาขา และมีระบบนัดหมายออนไลน์
  • เหมาะสำหรับทั้งคนไทย และชาวต่างชาติ เนื่องจากภูเก็ตเป็นพื้นที่ที่มีทั้งประชาชนในท้องถิ่น และนักท่องเที่ยวต่างชาติ คลินิกระบุว่ามีบริการดูแลสุขภาพสำหรับทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ รวมถึงบริการที่ออกแบบมาเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้รับบริการจากต่างประเทศ
  • เน้นความสะดวก และการดูแลที่เหมาะกับผู้รับบริการ นอกจากการตรวจ และรักษาแล้ว คลินิกระบุว่ามุ่งเน้นการดูแลที่มีผู้รับบริการเป็นศูนย์กลาง พร้อมการนัดหมายที่สะดวก และการให้คำปรึกษาจากบุคลากรทางการแพทย์

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม

โรคสโตรก หรือ โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) เป็นภาวะที่เกิดจากหลอดเลือดสมองตีบ อุดตัน หรือแตก ส่งผลให้สมองบางส่วนได้รับเลือด และออกซิเจนไม่เพียงพอ อาการสามารถเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน และมีความรุนแรงแตกต่างกันไป โดยสัญญาณที่ควรสังเกต ได้แก่ หน้าเบี้ยว แขนหรือขาอ่อนแรงหรือชา พูดไม่ชัด มองเห็นผิดปกติ เดินเซ เสียการทรงตัว หรือมีอาการทางระบบประสาทที่เกิดขึ้นทันที

การจดจำหลัก FAST และ B.E.F.A.S.T. ช่วยให้สังเกตสัญญาณเตือนได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะ Face, Arm, Speech, Balance และ Eyes หากพบอาการผิดปกติอย่างฉับพลัน แม้อาการจะดีขึ้นหรือหายไปเอง ก็ไม่ควรละเลย เพราะอาจเกี่ยวข้องกับ TIA หรือภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราวได้

สิ่งสำคัญที่สุดคือ “เวลา” เมื่อสงสัยว่าเป็นสโตรก ไม่ควรรอดูอาการหรือพยายามวินิจฉัยด้วยตัวเอง ควรรีบขอความช่วยเหลือทางการแพทย์เพื่อให้ได้รับการประเมิน ตรวจวินิจฉัย และรักษาอย่างเหมาะสมโดยเร็ว การเข้าถึงการรักษาเร็วมีความสำคัญต่อการลดความเสียหายของสมอง และภาวะแทรกซ้อนในระยะยาว

ช่องทางการติดต่อ

สาขาลากูน่า

  • ภูเก็ต เมดิคอล คลินิก สาขาลากูน่า ตั้งอยู่ที่ 58/1 ตำบลเชิงทะเล อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต 83100
  • เปิดบริการทุกวัน จันทร์ – อาทิตย์ 09.00 – 22.00 น.
  • สอบถามผ่าน Line id. @pmcphuket (มี @ ด้วยนะครับ)
  • เบอร์โทรติดต่อ 096 236 2449
  • แผนที่คลินิก https://maps.app.goo.gl/SXaeLrSU9Lx47YPH6
  • จองคิวตรวจออนไลน์ https://pmclaguna.youcanbook.me

สาขาในเมือง

  • ภูเก็ต เมดิคอล คลินิก สาขาเมืองภูเก็ต ตั้งอยู่ที่ 41/7-41/8  ตำบลตลาดเหนือ  อำเภอเมืองภูเก็ต  จ.ภูเก็ต 83000 
  • เปิดบริการทุกวัน จันทร์ – อาทิตย์ 09.00 – 20.00 น.
  • สอบถามผ่าน Line id.   @pmcphuket (มี @ ด้วยนะครับ)
  • เบอร์โทรติดต่อ  096 228 2449
  • แผนที่คลินิก   https://maps.app.goo.gl/yeU9qNArGg3qdwZw9
  • จองคิวตรวจออนไลน์     https://pmctown.youcanbook.me

สาขาหอนาฬิกา

  • ภูเก็ต เมดิคอล คลินิก สาขาหอนาฬิกา ตั้งอยู่ที่ 206/8 ถ. ภูเก็ต ต.ตลาดใหญ่  อำเภอเมืองภูเก็ต ภูเก็ต 83000
  • เปิดบริการทุกวัน จันทร์ – อาทิตย์ 12.00 – 20.00น. (ช่วงเเรก)
  • สอบถามผ่าน Line id.  @pmcphuket (มี @ ด้วยนะครับ)
  • เบอร์โทรติดต่อ   096 696 2449
  • แผนที่คลินิก https://maps.app.goo.gl/svPvTabmmD1DHe9v9
  • จองคิวตรวจออนไลน์ https://phuketmedicalclinic.youcanbook.me

เอกสารอ้างอิง

  • World Health Organization (WHO). Stroke. Information on stroke definition, types, symptoms, risk factors, treatment, prevention and rehabilitation. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https//www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/stroke
  • National Institute for Health and Care Excellence (NICE). Stroke and transient ischaemic attack in over 16s: diagnosis and initial management. Clinical guidance on recognition, diagnosis and initial management of stroke and TIA. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https//www.nice.org.uk/guidance/ng128/chapter/recommendations
  • Centers for Disease Control and Prevention (CDC). About Stroke. Information on stroke symptoms, types, risk factors, prevention and the importance of rapid medical care. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https//www.cdc.gov/stroke/about/index.html
  • กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. รู้จักสัญญาณเตือนโรคหลอดเลือดสมอง เสี้ยวนาทีมีค่าช่วยชีวิต. ข้อมูลเกี่ยวกับอาการเตือนของโรคหลอดเลือดสมอง หลัก FAST และความสำคัญของการเข้ารับการรักษาอย่างรวดเร็ว. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https//ddc.moph.go.th/odpc9/news.php?deptcode=odpc9&news=21340
  • สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.). คู่มือแนวทางส่งเสริมสุขภาพ: โรคหลอดเลือดสมอง. ข้อมูลเกี่ยวกับความหมาย อาการ และสัญญาณเตือนของโรคหลอดเลือดสมอง. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https//happy8workplace.thaihealth.or.th/books-videos/books/download