ลดความเสี่ยงโรคเกาต์ ตรวจเร็ว รักษาเร็ว อาการดีขึ้นจริง ที่ภูเก็ต เมดิคอล คลินิก

ลดความเสี่ยงโรคเกาต์ ตรวจเร็ว รักษาเร็ว อาการดีขึ้นจริง ที่ภูเก็ต เมดิคอล คลินิก

โรคเกาต์ (Gout) เป็นหนึ่งในโรคข้ออักเสบที่คนไทยจำนวนมากคุ้นเคย เพราะมีอาการเด่นคือ ข้อบวม แดง ปวดรุนแรงจนเดินไม่ได้ มักเกิดขึ้นเฉียบพลันในตอนกลางคืน เกาต์มักถูกมองว่าเป็นโรคของคนสูงอายุ หรือโรคของคนกินดีอยู่ดี แต่ความจริงแล้ว เกาต์สามารถเกิดได้กับทุกวัย และจำนวนผู้ป่วยมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นจากไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่

ข่าวดีคือ โรคเกาต์สามารถควบคุมได้จริง หากตรวจพบเร็ว ปรับพฤติกรรมถูกวิธี และเข้ารับการรักษาต่อเนื่อง อาการเจ็บข้อกำเริบจะลดลง ความเสี่ยงไตเสื่อมลดลง และคุณภาพชีวิตกลับมาดีได้เหมือนเดิม

ลดความเสี่ยงโรคเกาต์ ตรวจเร็ว รักษาเร็ว อาการดีขึ้นจริง ที่ภูเก็ต เมดิคอล คลินิก

โรคเกาต์ คืออะไร?

โรคเกาต์ (Gout) เป็นโรคที่เกิดจากระดับกรดยูริกในเลือดสูง เกินกว่าที่ร่างกายจะกำจัดได้ ทำให้กรดยูริกตกผลึกในข้อ และเนื้อเยื่อต่าง ๆ จนเกิดการอักเสบอย่างรุนแรง

กรดยูริก (Uric acid) เกิดจากการสลายสารพิวรีน (Purine) ซึ่งพบใน

  • อาหารบางชนิด (เช่น เครื่องในสัตว์ อาหารทะเล เบียร์)
  • การสลายเซลล์ในร่างกาย
  • กระบวนการทำงานของเมตาบอลิซึม

เมื่อร่างกายกำจัดกรดยูริกไม่ทัน หรือผลิตมากเกินไป จะทำให้ระดับกรดยูริกสะสมสูงขึ้นเรื่อย ๆ และนำไปสู่

  • ปวดข้อ
  • ข้ออักเสบ
  • ปุ่มก้อนโทฟัส
  • ไตเสื่อม
  • นิ่วในไต

ผู้ชายมีโอกาสเป็นเกาต์มากกว่าผู้หญิง โดยเฉพาะช่วงอายุ 30–60 ปี ส่วนผู้หญิงความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นหลังวัยหมดประจำเดือน

สาเหตุหลักที่ทำให้กรดยูริกสูงจนเสี่ยงเป็นโรคเกาต์

ระดับกรดยูริกสูงเกิดจากหลายปัจจัย ซึ่งบางอย่างเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่หลายอย่างมาจากพฤติกรรมที่สามารถควบคุมได้

  • การกินอาหารที่มีพิวรีนสูง
    • เครื่องในสัตว์
    • กุ้ง หอย ปลาหมึก ปลาซาร์ดีน
    • น้ำซุปเข้มข้น
    • เนื้อแดง
    • เบียร์ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  • ดื่มแอลกอฮอล์บ่อย แอลกอฮอล์ขัดขวางการขับกรดยูริกออกทางไต และเบียร์มีพิวรีนสูงมาก
  • น้ำหนักเกิน–อ้วนลงพุง ไขมันเพิ่มการผลิตกรดยูริก และลดความสามารถของไตในการกำจัดของเสีย
  • พันธุกรรม หากครอบครัวมีประวัติเป็นเกาต์ ความเสี่ยงจะสูงขึ้น
  • โรคประจำตัว
    • โรคไตเรื้อรัง
    • ความดันโลหิตสูง
    • เบาหวาน
    • ไขมันในเลือดสูง
  • ยาบางชนิด เช่น ยาขับปัสสาวะ ทำให้กรดยูริกขับออกน้อยลง

สัญญาณเตือนที่อาจบ่งบอกว่าคุณกำลังเสี่ยงโรคเกาต์

แม้โรคเกาต์มักกำเริบเฉียบพลัน แต่ก่อนถึงจุดนั้น ร่างกายมักส่งสัญญาณเตือนหลายอย่าง เช่น

  • ปวดข้อที่นิ้วหัวแม่เท้าแบบกะทันหัน ลักษณะเด่นของเกาต์คือปวดข้อนิ้วหัวแม่เท้า เนื่องจากเป็นข้อปลายที่อุณหภูมิต่ำ ทำให้ผลึกกรดยูริกสะสมได้ง่าย
  • ข้อร้อน บวม แดง และเจ็บมากเมื่อสัมผัส อาการปวดเกาต์มักรุนแรงจนแม้แต่น้ำหนักผ้าห่มก็ยังกดไม่ไหว
  • อาการกำเริบเกิดตอนกลางคืน เพราะอุณหภูมิร่างกายลดลงในช่วงหลับ ส่งเสริมการตกผลึกของกรดยูริก
  • ปวดหลายข้อพร้อมกัน (ในรายที่เป็นซ้ำบ่อย) เช่น ข้อเท้า ข้อเข่า ข้อมือ หรือข้อศอก
  • มีปุ่มก้อนโทฟัส (Tophi) เป็นก้อนแข็งใต้ผิวหนัง เกิดจากผลึกกรดยูริกสะสม ซึ่งเป็นสัญญาณว่าโรคอยู่ในระยะเรื้อรัง
  • ปัสสาวะเป็นนิ่ว หรือเจ็บเวลาปัสสาวะ กรดยูริกสูงสะสมในไตก่อน ทำให้เกิดนิ่วได้

หากพบอาการเหล่านี้ แม้เพียงข้อเดียว ควรรีบตรวจก่อนอาการจะลุกลาม

กลุ่มไหนที่ควรตรวจคัดกรองโรคเกาต์เป็นประจำ?

  • ผู้ชายอายุ 25 ปีขึ้นไป
  • ผู้ที่ดื่มเบียร์ หรือแอลกอฮอล์เป็นประจำ
  • คนอ้วน
  • คนที่มีโรคไต เบาหวาน หรือตับ
  • ผู้ที่มีญาติสายตรงเป็นโรคเกาต์
  • ผู้ที่มีอาการปวดข้อบวมแดงแม้ครั้งเดียว

การตรวจปีละครั้ง หรือสองครั้งเป็นวิธีป้องกันที่ดีที่สุด

ตรวจเร็ว รักษาเร็ว ทำไมสำคัญต่อผู้ป่วยโรคเกาต์

ตรวจเร็ว รักษาเร็ว ทำไมสำคัญต่อผู้ป่วยโรคเกาต์?

  • ลดโอกาสเกาต์กำเริบซ้ำอย่างเห็นผล การตรวจพบ และควบคุมระดับกรดยูริกตั้งแต่เนิ่น ๆ ช่วยลดความถี่ และความรุนแรงของอาการปวดบวมอย่างชัดเจน เมื่อกรดยูริกอยู่ในระดับปลอดภัย ร่างกายจะไม่เกิดการตกผลึกในข้อ ทำให้อาการกำเริบลดลง และผู้ป่วยใช้ชีวิตได้ปกติยิ่งขึ้น
  • ปกป้องไตจากความเสียหายระยะยาว กรดยูริกที่สะสมมากเกินไปไม่เพียงทำลายข้อ แต่ยังทำร้ายไตด้วย หากปล่อยไว้นานอาจเกิดนิ่วในไต การระคายเคืองในระบบกรองของไต หรือพัฒนาไปสู่ไตวายเรื้อรังได้ การรักษาเร็วช่วยลดความเสี่ยงเหล่านี้อย่างมาก
  • ลดการอักเสบเรื้อรัง และความเสี่ยงข้อเสื่อม เมื่อเกาต์ไม่ได้รับการรักษา ผลึกกรดยูริกจะสะสมตามข้อ ทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังจนข้อเสียรูป เคลื่อนไหวลำบาก หรือเกิดก้อนโทฟัสซึ่งอาจติดเชื้อได้ การตรวจพบเร็วช่วยป้องกันไม่ให้ข้อได้รับความเสียหายถาวร
  • การรักษาง่ายกว่าเมื่อเริ่มต้นเร็ว ช่วงเริ่มต้นของโรค ข้อ และไตมักยังไม่ถูกทำลาย การรักษาจึงตอบสนองดี และควบคุมโรคได้ง่าย ถ้าปล่อยจนลุกลาม การรักษาจะซับซ้อน และต้องใช้เวลานานขึ้น
  • ปรับพฤติกรรมได้ทันก่อนโรคเรื้อรัง การเปลี่ยนการกิน ลดอาหารพิวรีนสูง ลดน้ำหนัก และเลือกเครื่องดื่มอย่างระมัดระวังสามารถช่วยลดกรดยูริกได้มาก หากผู้ป่วยรู้ตัวเร็ว ก็สามารถปรับตัวทันก่อนที่โรคจะเรื้อรัง หรือมีภาวะแทรกซ้อนเกิดขึ้น

เหตุผลที่ควรตรวจ–รักษาเร็ว ก่อนเกาต์ลุกลาม

  • หากปล่อยไว้นาน เกาต์สามารถนำไปสู่
    • ข้อเสื่อมถาวร
    • ข้อเสียรูป
    • ก้อนโทฟัสแข็ง และโตขึ้นเรื่อย ๆ
    • ไตเสื่อมเรื้อรัง
    • นิ่วในไต
    • คุณภาพชีวิตลดลง เช่น เดินลำบาก ปวดเรื้อรัง ใช้ชีวิตประจำวันไม่สะดวก
  • การตรวจสุขภาพเร็วช่วยให้ผู้ป่วยได้รับประโยชน์มากกว่า
    • ควบคุมโรคได้ง่าย ไม่ต้องเผชิญอาการกำเริบหนัก
    • รักษาได้ตรงจุดตั้งแต่ต้น
    • ลดความเสี่ยงเกิดโทฟัส และความเสียหายของข้อ
    • ป้องกันภาวะแทรกซ้อนระยะยาว
    • ลดค่าใช้จ่ายการรักษาที่อาจสูงขึ้นในอนาคต
  • กลุ่มที่ควรตรวจเป็นพิเศษ
    • ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ควรตรวจระดับกรดยูริกเป็นประจำ
    • ชอบดื่มเบียร์ หรือแอลกอฮอล์
    • กินอาหารทะเล หรืออาหารพิวรีนสูงบ่อย
    • มีภาวะอ้วน
    • มีคนในครอบครัวเป็นโรคเกาต์
อาการของโรคเกาต์

อาการของโรคเกาต์ 

ส่วนนี้คือรายละเอียดของอาการโรคเกาต์ ตั้งแต่ช่วงที่ปวดเฉียบพลัน ไปจนถึงอาการเรื้อรัง และโทฟัส เพื่อให้เข้าใจพัฒนาการของโรคอย่างครบถ้วน

อาการเฉียบพลัน

  • ปวดข้ออย่างรุนแรงเริ่มฉับพลัน — มักเป็นตอนกลางคืน หรือเช้าตรู่ ผู้ป่วยมักตื่นขึ้นมาด้วยอาการปวดมาก
  • ข้อบวม แดง ร้อน และกดเจ็บ — บริเวณข้อจะบวมขึ้นอย่างชัดเจน และผิวหนังบริเวณนั้นอาจตึง/เป็นมัน
  • ข้อที่พบบ่อยที่สุด: นิ้วหัวแม่เท้า (podagra) เป็นตำแหน่งคลาสสิก แต่สามารถเป็นที่ข้อเท้า ข้อเข่า ข้อมือ ข้อศอก หรือข้ออื่น ๆ ได้
  • ระยะเวลาคลาสสิก: ปวดรุนแรงที่สุดภายใน 12–24 ชั่วโมงแรก แล้วอาการจะค่อย ๆ ดีขึ้นภายใน 3–10 วัน (หากได้รับการรักษา หรือพักเพียงพอ)
  • อาจมีไข้ต่ำ ๆ หรือรู้สึกไม่สบายตัวเล็กน้อยได้ แต่หากมีไข้สูง หรืออาการทั่วไปมาก ควรตรวจเพื่อแยกจากการติดเชื้อข้อ (septic arthritis)

อาการซ้ำ/เป็นมากขึ้น

  • หากไม่ได้ควบคุมระดับกรดยูริก หรือไม่รักษา อาการกำเริบจะเกิดบ่อยขึ้น และกระจายข้อได้มากกว่าเดิม
  • อาการปวดอาจนานขึ้น และต้องใช้เวลาฟื้นตัวนานกว่าเดิม
  • มีโอกาสเกิดความเสียหายของข้อต่อ และการจำกัดการเคลื่อนไหว

อาการเรื้อรัง และโทฟัส

  • ก้อนโทฟัส (tophi) ก้อนแข็งใต้ผิวหนังที่เกิดจากการสะสมของผลึกกรดยูริก มักอยู่บริเวณข้อ นิ้วมือ นิ้วเท้า หลังหู หรือเอ็นรอบ ๆ ข้อ
  • ข้อเสื่อมถาวร: ผลจากการอักเสบเรื้อรัง ทำให้ข้อเสียรูป เคลื่อนไหวไม่สะดวก และมีความพิการได้ถ้าไม่ได้รับการรักษา
  • อาการปวดเรื้อรังเล็กน้อยถึงปานกลางในช่วงเวลาที่ไม่กำเริบ

การตรวจที่จำเป็นสำหรับผู้ที่สงสัยว่าเป็นโรคเกาต์

  • ตรวจระดับกรดยูริกในเลือด (Uric Acid Test) – การตรวจหลัก
    • เป็นการตรวจพื้นฐานที่สุดในการประเมินว่าในเลือดมีกรดยูริกสูงเกินไป หรือไม่
    • ค่ากรดยูริกมากกว่า 6.8 mg/dL ถือว่าสูงกว่าจุดที่อาจเกิดการตกผลึกได้ และมีโอกาสทำให้เกิดอาการปวดข้อแบบเฉียบพลัน
    • อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยบางรายอาจมีกรดยูริกสูงแต่ไม่แสดงอาการ หรือในช่วงกำเริบอาจมีค่าปกติได้ แพทย์จึงต้องประเมินร่วมกับอาการทางคลินิกด้วย
  • ตรวจเลือดดูการทำงานของไต (Kidney Function Test) ไตเป็นอวัยวะสำคัญที่ช่วยขับกรดยูริกออกจากร่างกาย หากไตทำงานแย่ กรดยูริกจะสะสมมากขึ้น ทำให้อาการเกาต์กำเริบง่าย และรุนแรงขึ้นการตรวจนี้จะดูค่าเช่น
    • Creatinine
    • eGFR (อัตราการกรองของไต)
    • ใช้ประเมินว่าผู้ป่วยควรได้รับยาลดกรดยูริกชนิดใด ปรับโดสอย่างไร และมีภาวะแทรกซ้อนหรือไม่
  • ตรวจการอักเสบของร่างกาย (CRP หรือ ESR) เป็นการตรวจเพื่อดูว่าร่างกายมีการอักเสบมากน้อยแค่ไหน ในช่วงที่มีอาการเกาต์กำเริบ ค่าเหล่านี้มักจะสูง ช่วยให้แพทย์แยกแยะว่าเป็นโรคเกาต์จริง หรืออาจเป็นข้ออักเสบจากสาเหตุอื่น เช่น การติดเชื้อในข้อ (septic arthritis)
  • X-ray หรือ Ultrasound ข้อใช้ในกรณีที่ต้องการตรวจรายละเอียดของข้อ เช่น
    • ข้อเสื่อมเรื้อรังจากเกาต์ (gouty arthritis)
    • การสะสมของผลึกกรดยูริก (Tophus/Tophi)
    • ตรวจดูโครงสร้างภายในข้อ
    • Ultrasound สามารถพบลักษณะเฉพาะของโรคเกาต์ เช่น double contour sign ซึ่งบอกว่ามีผลึกเกาะบนผิวกระดูกอ่อน
  • ตรวจหาโรค หรือภาวะที่เกี่ยวข้อง (Comorbidities Screening) โรคเกาต์มีความสัมพันธ์โดยตรงกับหลายโรค โดยเฉพาะโรคในกลุ่มเมตาบอลิก (Metabolic Syndrome) จึงควรตรวจร่วม ได้แก่:
    • โรคเบาหวาน (Diabetes) – น้ำตาลสูงเรื้อรังเพิ่มการอักเสบ และเสี่ยงไตเสื่อม
    • ความดันโลหิตสูง (Hypertension) – ความดันสูงพบร่วมกับโรคเกาต์บ่อยมาก โอกาสกำเริบสูง
    • ไขมันในเลือดสูง (Dyslipidemia) – ไขมันสูงสัมพันธ์กับภาวะเมตาบอลิก และทำให้ขับกรดยูริกได้ช้าลง
    • การมีโรคเหล่านี้ร่วมกันจะเพิ่มโอกาสเกิดโรคเกาต์ และทำให้ควบคุมอาการได้ยากขึ้น แพทย์จึงต้องตรวจเพื่อวางแผนการรักษาอย่างรอบด้าน
การรักษาโรคเกาต์

การรักษาโรคเกาต์

การรักษาในช่วงกำเริบเฉียบพลัน

ช่วงนี้จะมีอาการปวด บวม แดง ร้อนบริเวณข้ออย่างรุนแรง เป้าหมายของการรักษาคือ ลดการอักเสบให้เร็วที่สุด

  • ยาลดอาการอักเสบ (NSAIDs) เช่น
    • Ibuprofen
    • Naproxen
    • Indomethacin
    • ช่วยลดปวด และอักเสบได้ดี ควรใช้ทันทีที่เริ่มมีอาการปวด เพื่อควบคุมอาการตั้งแต่ต้น แต่ต้องระวังในผู้ที่มีปัญหาไต ความดันสูง หรือกระเพาะอาหาร
  • ยาสเตียรอยด์ (Corticosteroids) ใช้ในกรณี ผู้ป่วยกิน NSAIDs ไม่ได้ หรืออาการรุนแรงมาก อาจให้เป็นแบบกิน หรือฉีดเฉพาะที่ข้อ ช่วยลดการอักเสบได้เร็ว
  • คอลชิซีน (Colchicine) ให้ใช้ในช่วงกำเริบเฉียบพลัน โดยเฉพาะถ้าเริ่มกินภายใน 24 ชั่วโมงแรก
    ช่วยต้านการอักเสบเฉพาะในโรคเกาต์ ระวังอาการข้างเคียง เช่น ท้องเสีย คลื่นไส้

สำคัญมาก: ห้ามกินยาลดกรดยูริกทันทีตอนกำเริบ เพราะการเริ่มยาอย่าง Allopurinol หรือ Febuxostat ตอนปวดอยู่ จะทำให้ระดับกรดยูริกแกว่ง และ อาการปวดแย่ลง ควรเริ่มยาเฉพาะ หลังอาการเฉียบพลันดีขึ้นแล้ว

การลดระดับกรดยูริกระยะยาว

เป้าหมายคือ ควบคุมระดับกรดยูริกให้ต่ำกว่า 6 mg/dL เพื่อป้องกันการกำเริบซ้ำ ลดการเกิดโทฟัส และป้องกันข้อเสื่อมในระยะยาว

  • Allopurinol ช่วยลดการสร้างกรดยูริกในร่างกาย เป็นยาที่ใช้บ่อยที่สุดต้องเริ่มด้วยโดสต่ำ และเพิ่มทีละน้อย ผู้ป่วยควรตรวจการทำงานของไตเป็นประจำ
  • Febuxostat เหมาะกับผู้ที่ใช้ Allopurinol แล้วไม่ได้ผล หรือมีผลข้างเคียง ลดการสร้างกรดยูริกได้ดีเหมือนกัน ระวังในผู้ป่วยโรคหัวใจบางรายตามดุลพินิจแพทย์
  • ยาช่วยขับกรดยูริก (Uricosuric Agents) เช่น Probenecid ช่วยเพิ่มการขับกรดยูริกทางไต เหมาะสำหรับคนที่มีการสร้างกรดยูริกปกติแต่ไตขับออกน้อย ไม่เหมาะกับผู้ที่มีนิ่วในไต หรือไตทำงานไม่ดี

การปรับพฤติกรรม และอาหาร – หัวใจสำคัญของการรักษา

  • งดอาหารที่มีพิวรีนสูง เช่น
    • เครื่องในสัตว์ (ตับ ไต กึ๋น)
    • เนื้อแดง
    • น้ำซุปเข้มข้น
    • แอลกอฮอล์ โดยเฉพาะ เบียร์
    • อาหารทะเลบางชนิด เช่น กุ้ง หอย ปลาซาร์ดีน
    • อาหารเหล่านี้เป็นตัวกระตุ้นให้กรดยูริกสูงอย่างชัดเจน
  • ลดน้ำหนัก (ถ้ามีภาวะอ้วน) การลดน้ำหนักช่วยให้ร่างกายลดการสร้างกรดยูริก และทำให้ไตขับออกได้ดีขึ้น ป้องกันการกำเริบซ้ำได้อย่างเห็นผล
  • ดื่มน้ำมากขึ้น อย่างน้อย 6–8 แก้วต่อวัน น้ำช่วยให้ไตขับกรดยูริกออกง่ายขึ้น ลดความเสี่ยงนิ่วในไต ช่วยไม่ให้ระดับกรดยูริกเข้มข้นเกินไป

อาหารที่ควรเลี่ยง และควรเลือกเมื่อเป็นโรคเกาต์

  • อาหารที่ควรเลี่ยง
    • เครื่องในสัตว์
    • อาหารทะเล
    • เบียร์
    • น้ำหวาน–น้ำอัดลม
    • เนื้อแดง
  • อาหารที่กินได้อย่างปลอดภัย
    • ผัก–ผลไม้
    • เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน (ปริมาณพอเหมาะ)
    • นมไขมันต่ำ
    • ธัญพืช
    • น้ำเปล่า
  • อาหารที่ช่วยลดกรดยูริก
    • เชอร์รี
    • กาแฟดำ
    • นมพร่องมันเนย
    • น้ำเยอะ ๆ
การป้องกันโรคเกาต์

การป้องกันโรคเกาต์

โรคเกาต์เป็นโรคที่สามารถป้องกันได้ หากดูแลร่างกาย และควบคุมพฤติกรรมเสี่ยงอย่างถูกวิธี การปรับไลฟ์สไตล์ในชีวิตประจำวันสามารถช่วยให้ระดับกรดยูริกคงที่ ลดความเสี่ยงการสะสมจนเกิดอาการปวดข้อเฉียบพลันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  • ลด และจำกัดการดื่มแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะเบียร์ เบียร์เป็นเครื่องดื่มที่มีพิวรีนสูง และยังขัดขวางการทำงานของไตในการขับกรดยูริกออกจากร่างกาย การดื่มบ่อยจึงเพิ่มความเสี่ยงต่อทั้งการเกิดโรคเกาต์ และการกำเริบซ้ำ การลด หรือเลี่ยงเบียร์จึงเป็นหนึ่งในวิธีป้องกันที่เห็นผลชัดเจน
  • ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ ภาวะอ้วนทำให้ร่างกายมีระดับกรดยูริกสูงขึ้น และเพิ่มการอักเสบของข้อ ผู้ที่ลดน้ำหนักอย่างเหมาะสมจะเห็นการลดลงของอาการเกาต์อย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงช่วยลดความเสี่ยงโรคแทรกซ้อนอื่น ๆ ด้วย
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ การออกกำลังกายช่วยให้ระบบเผาผลาญสมดุลขึ้น ลดการสะสมของกรดยูริก และเสริมความแข็งแรงของข้อ และกล้ามเนื้อ ควรเลือกออกกำลังกายแบบที่ไม่กระแทกข้อ เช่น เดิน ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน
  • ดื่มน้ำให้เพียงพอวันละ 6–8 แก้ว น้ำช่วยให้ไตทำงานได้ดีขึ้น ช่วยเจือจางกรดยูริกในร่างกาย และลดความเสี่ยงการเกิดนิ่ว หรือการอุดตันของกรดยูริกในไต การดื่มน้ำสม่ำเสมอเป็นวิธีง่าย ๆ แต่ช่วยป้องกันโรคเกาต์ได้อย่างมาก
  • หลีกเลี่ยงอาหารพิวรีนสูง อาหารบางชนิดเป็นตัวการเพิ่มระดับกรดยูริกอย่างรวดเร็ว เช่น
    • เครื่องในสัตว์
    • เนื้อแดง
    • น้ำซุปเข้มข้น
    • อาหารทะเลบางชนิด การลดอาหารกลุ่มนี้จะช่วยลดความเสี่ยงทั้งการเริ่มเป็นโรค และการกำเริบในผู้ที่เป็นอยู่แล้ว
  • ตรวจสุขภาพประจำปีเพื่อติดตามระดับกรดยูริก การตรวจสุขภาพช่วยให้รู้ทันสัญญาณความเสี่ยง ทั้งค่ากรดยูริก โรคเบาหวาน ความดัน หรือไขมันสูง ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับโรคเกาต์ การรู้ก่อนทำให้ป้องกันได้เร็ว และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม

โรคเกาต์ไม่ใช่โรคเรื้อรังที่ควบคุมไม่ได้ หากตรวจพบเร็ว และเข้ารับการรักษาอย่างถูกวิธีตั้งแต่ต้น โรคนี้สามารถจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ การตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ การรักษาตามแพทย์แนะนำ การควบคุมระดับกรดยูริกให้อยู่ในเกณฑ์ และการปรับพฤติกรรมการกินรวมถึงการใช้ชีวิต ล้วนช่วยให้อาการปวดข้อดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ลดโอกาสเกิดก้อนโทฟัส ลดความเสี่ยงไตเสื่อม และช่วยให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ สิ่งสำคัญที่สุดคือการรู้เท่าทันโรค และการวินิจฉัยตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เพราะยิ่งเริ่มดูแลเร็วเท่าไร โอกาสควบคุมโรคได้ดี และป้องกันภาวะแทรกซ้อนก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น

ช่องทางการติดต่อ

สาขาลากูน่า

  • ภูเก็ต เมดิคอล คลินิก สาขาลากูน่า ตั้งอยู่ที่ 58/1 ตำบลเชิงทะเล อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต 83100
  • เปิดบริการทุกวัน จันทร์ – อาทิตย์ 09.00 – 22.00 น.
  • สอบถามผ่าน Line id. @pmcphuket (มี @ ด้วยนะครับ)
  • เบอร์โทรติดต่อ 096 236 2449
  • แผนที่คลินิก https://maps.app.goo.gl/SXaeLrSU9Lx47YPH6
  • จองคิวตรวจออนไลน์ https://pmclaguna.youcanbook.me

สาขาในเมือง

  • ภูเก็ต เมดิคอล คลินิก สาขาเมืองภูเก็ต ตั้งอยู่ที่ 41/7-41/8  ตำบลตลาดเหนือ  อำเภอเมืองภูเก็ต  จ.ภูเก็ต 83000 
  • เปิดบริการทุกวัน จันทร์ – อาทิตย์ 09.00 – 20.00 น.
  • สอบถามผ่าน Line id.   @pmcphuket (มี @ ด้วยนะครับ)
  • เบอร์โทรติดต่อ  096 228 2449
  • แผนที่คลินิก   https://maps.app.goo.gl/yeU9qNArGg3qdwZw9 
  • จองคิวตรวจออนไลน์     https://pmctown.youcanbook.me

สาขาหอนาฬิกา

  • ภูเก็ต เมดิคอล คลินิก สาขาหอนาฬิกา ตั้งอยู่ที่ 206/8 ถ. ภูเก็ต ต.ตลาดใหญ่  อำเภอเมืองภูเก็ต ภูเก็ต 83000
  • เปิดบริการทุกวัน จันทร์ – อาทิตย์ 12.00 – 20.00น. (ช่วงเเรก)
  • สอบถามผ่าน Line id.  @pmcphuket (มี @ ด้วยนะครับ)
  • เบอร์โทรติดต่อ   096 696 2449
  • แผนที่คลินิก https://maps.app.goo.gl/svPvTabmmD1DHe9v9
  • จองคิวตรวจออนไลน์ https://phuketmedicalclinic.youcanbook.me

เอกสารอ้างอิง

  • National Institute of Arthritis and Musculoskeletal and Skin Diseases (NIAMS). Gout – Symptoms, Causes, Diagnosis, Treatment, and Steps to Take.[ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.niams.nih.gov/health-topics/gout NIAMS+1
  • Arthritis Foundation. Gout: Symptoms, Diagnosis, and Treatment – ข้อมูลภาพรวมเรื่องอาการเกาต์ ปัจจัยเสี่ยง และแนวทางการควบคุมกรดยูริก. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.arthritis.org/diseases/gout Arthritis Foundation+1
  • MedlinePlus (U.S. National Library of Medicine). Gout – Overview of inflammatory arthritis caused by high uric acid, including prevention and management.[ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://medlineplus.gov/gout.html MedlinePlus
  • สมาคมรูมาติสซั่มแห่งประเทศไทย. แนวทางเวชปฏิบัติการดูแลรักษาโรคเกาต์ (Guideline for Management of Gout).[ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://thairheumatology.org thairheumatology.org
  • สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข. อาหารที่ควรเลี่ยงในผู้ป่วยโรคเกาต์ – อินโฟกราฟิกให้ข้อมูลเรื่องพิวรีน กรดยูริก และข้อแนะนำด้านโภชนาการ.ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://dis.fda.moph.go.th กองพัฒนาศักยภาพผู้บริโภค