โรคเริมที่ปาก กับโรคเริมที่อวัยวะเพศ เข้าใจให้ชัด สาเหตุ อาการ การติดต่อ และแนวทางรักษาอย่างถูกต้อง ได้ที่ ภูเก็ต

โรคเริมที่ปาก กับโรคเริมที่อวัยวะเพศ เข้าใจให้ชัด สาเหตุ อาการ การติดต่อ และแนวทางรักษาอย่างถูกต้อง ได้ที่ ภูเก็ต

โรคเริม (Herpes Simplex) เป็นหนึ่งในโรคติดเชื้อไวรัสที่พบได้บ่อยทั่วโลก และสามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัย หลายคนมักเข้าใจว่า เริมที่ปาก และ เริมที่อวัยวะเพศ เป็นคนละโรค แต่ในความเป็นจริงแล้ว ทั้งสองภาวะเกิดจากไวรัสในกลุ่มเดียวกัน เพียงแต่มีตำแหน่งการแสดงอาการแตกต่างกัน รวมถึงรูปแบบการติดต่อ ความรุนแรง และผลกระทบทางสุขภาพที่ต่างกัน

ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับโรคเริมทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากละเลยการรักษา ปล่อยให้เกิดการกลับมาเป็นซ้ำ และอาจแพร่เชื้อโดยไม่รู้ตัว บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจโรคเริมทั้งสองชนิดอย่างละเอียด ตั้งแต่สาเหตุ อาการ การวินิจฉัย การรักษา ไปจนถึงการป้องกัน เพื่อให้สามารถดูแลตนเอง และลดความเสี่ยงต่อคนรอบข้างได้อย่างถูกต้อง

โรคเริมที่ปาก กับโรคเริมที่อวัยวะเพศ เข้าใจให้ชัด สาเหตุ อาการ การติดต่อ และแนวทางรักษาอย่างถูกต้อง ได้ที่ ภูเก็ต

โรคเริม คืออะไร?

โรคเริม (Herpes Simplex) เป็นโรคติดเชื้อที่เกิดจากไวรัสในกลุ่ม Herpes Simplex Virus (HSV) ซึ่งเป็นไวรัสที่พบได้ทั่วโลก และสามารถติดเชื้อได้กับคนทุกช่วงวัย จุดเด่นของไวรัสชนิดนี้คือ เมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้วจะไม่ถูกกำจัดออกไปทั้งหมดเหมือนไวรัสบางชนิด แต่จะเข้าไป หลบซ่อน อยู่ในระบบประสาท และสามารถกลับมาก่ออาการซ้ำได้เป็นระยะ ๆ ตลอดชีวิต

ไวรัสเริมเข้าสู่ร่างกายได้อย่างไร?

เชื้อ HSV เข้าสู่ร่างกายผ่านทาง

  • ผิวหนังที่มีรอยแตกเล็ก ๆ (แม้มองไม่เห็น)
  • เยื่อบุ เช่น ริมฝีปาก ช่องปาก อวัยวะเพศ
  • การสัมผัสโดยตรงกับบริเวณที่มีเชื้อ

เมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกาย จะเริ่มเพิ่มจำนวนในเซลล์ผิวหนัง ทำให้เกิดลักษณะเฉพาะ คือ ตุ่มน้ำใสเล็ก ๆ รวมกันเป็นกลุ่ม ซึ่งเป็นอาการที่เรามองเห็นภายนอก

ไวรัสเริมแบ่งออกเป็นกี่ชนิด?

ไวรัส HSV มี 2 ชนิดหลัก ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับตำแหน่งของโรคแตกต่างกัน

  • HSV-1 (Herpes Simplex Virus Type 1) มักเกี่ยวข้องกับการติดเชื้อบริเวณ
    • ริมฝีปาก
    • ช่องปาก
    • ใบหน้า
    • จึงเรียกกันทั่วไปว่า เริมที่ปาก มักติดต่อผ่านการจูบ การใช้ของร่วมกัน หรือการสัมผัสใกล้ชิดในชีวิตประจำวัน
  • HSV-2 (Herpes Simplex Virus Type 2) เกี่ยวข้องกับการติดเชื้อบริเวณ
    • อวัยวะเพศ
    • รอบทวารหนัก
    • จัดเป็นหนึ่งในโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ โดยการแพร่เชื้อเกิดจากการสัมผัสผิวหนังหรือสารคัดหลั่งระหว่างมีเพศสัมพันธ์
  • แต่ปัจจุบัน HSV-1 ก็ทำให้เกิดเริมที่อวัยวะเพศได้ ในอดีตเชื่อว่า HSV-1 = เริมที่ปาก และ HSV-2 = เริมที่อวัยวะเพศ แต่ปัจจุบันพบว่า รูปแบบการติดเชื้อเปลี่ยนไป HSV-1 สามารถก่อให้เกิดเริมที่อวัยวะเพศได้ โดยเฉพาะจาก การมีเพศสัมพันธ์ทางปาก (Oral–Genital Contact) จึงทำให้การแยกชนิดไวรัสต้องใช้การตรวจทางห้องปฏิบัติการ ไม่สามารถดูจากตำแหน่งแผลเพียงอย่างเดียว
โรคเริมที่ปาก คืออะไร

โรคเริมที่ปาก คืออะไร?

โรคเริมที่ปาก (Oral Herpes หรือ Cold Sore) คือ การติดเชื้อไวรัส Herpes Simplex Virus ชนิดที่ 1 (HSV-1) ซึ่งทำให้เกิดตุ่มน้ำหรือแผลบริเวณริมฝีปาก รอบปาก เหงือก หรือบางครั้งอาจลามไปที่จมูก และใบหน้า โรคนี้เป็นการติดเชื้อที่พบได้บ่อยมาก และสามารถเกิดขึ้นได้ตั้งแต่วัยเด็กจนถึงผู้ใหญ่

ลักษณะสำคัญของโรคเริมที่ปากคือ เมื่อได้รับเชื้อแล้ว เชื้อจะอยู่ในร่างกายตลอดชีวิต โดยจะแฝงตัวในระบบประสาท และกลับมาแสดงอาการเป็นครั้งคราวเมื่อร่างกายอ่อนแอหรือมีปัจจัยกระตุ้น

โรคเริมที่ปากติดต่อได้อย่างไร?

เชื้อ HSV-1 แพร่กระจายผ่านการสัมผัสโดยตรงกับน้ำลายหรือผิวหนังที่มีเชื้อ โดยเฉพาะช่วงที่มีตุ่มหรือแผล ซึ่งเป็นระยะที่มีเชื้อจำนวนมาก การติดต่อสามารถเกิดขึ้นได้จากกิจกรรมใกล้ตัว เช่น

  • การจูบหรือสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ที่มีแผลเริม
  • การใช้ของส่วนตัวร่วมกัน เช่น แก้วน้ำ ช้อน หลอดดูด ลิปสติก ผ้าเช็ดหน้า
  • การสัมผัสแผลเริมโดยตรงแล้วไปจับบริเวณอื่นของร่างกาย
  • การติดเชื้อในเด็กจากคนในครอบครัวโดยไม่ตั้งใจ

แม้ในช่วงที่ไม่มีแผล เชื้อก็อาจแพร่ได้ในบางครั้ง จึงทำให้หลายคนติดเชื้อโดยไม่รู้ตัว

อาการของโรคเริมที่ปากเป็นอย่างไร?

โรคเริมที่ปากมีลักษณะอาการเป็น วงจร ที่ค่อนข้างชัดเจน โดยมักเกิดซ้ำบริเวณเดิม และมีลำดับอาการดังนี้

  • ระยะเตือน (Prodrome Stage) ก่อนเกิดตุ่ม ผู้ป่วยมักรู้สึกผิดปกติบริเวณริมฝีปาก เช่น
    • คันยิบ ๆ
    • แสบหรือร้อน
    • เจ็บจี๊ด ๆ
    • รู้สึกตึงผิว
    • ระยะนี้สำคัญมาก เพราะหากเริ่มการรักษาเร็ว จะช่วยลดความรุนแรงของแผลได้
  • ระยะเกิดตุ่มน้ำ (Blister Stage) เกิดตุ่มน้ำใสขนาดเล็กหลายตุ่มรวมกันเป็นกลุ่ม
    • ผิวบริเวณนั้นจะแดง และอักเสบ
    • อาจรู้สึกเจ็บหรือระคายเคือง
    • นี่คือระยะที่มีการแพร่เชื้อได้ง่ายที่สุด
  • ระยะแตกเป็นแผล (Ulcer Stage)
    • ตุ่มน้ำจะแตกออก กลายเป็นแผลตื้น
    • มีลักษณะเปียกหรือชื้น
    • อาจรู้สึกเจ็บมากขึ้น โดยเฉพาะเวลาขยับปากหรือกินอาหาร
  • ระยะตกสะเก็ด (Crusting Stage)
    • แผลเริ่มแห้ง และกลายเป็นสะเก็ด
    • ผิวเริ่มซ่อมแซมตัวเอง
    • ต้องระวังอย่าแกะสะเก็ด เพราะอาจทำให้หายช้า และติดเชื้อซ้ำ
  • ระยะหาย (Healing Stage)
    • สะเก็ดหลุดออก
    • ผิวกลับสู่ปกติ โดยทั่วไปไม่ทิ้งแผลเป็น
    • ใช้เวลาประมาณ 7–14 วัน

อาการร่วมที่อาจพบได้

โดยเฉพาะในการติดเชื้อครั้งแรก (First Infection) ร่างกายยังไม่มีภูมิคุ้มกัน จึงอาจมีอาการมากกว่าปกติ เช่น

  • ไข้ต่ำ ๆ
  • เจ็บคอ
  • ต่อมน้ำเหลืองใต้คางหรือคอโต
  • อ่อนเพลีย ปวดเมื่อย
  • เหงือกอักเสบในบางราย

หลังจากครั้งแรก การเป็นซ้ำมักมีอาการเบากว่า และหายเร็วกว่า

เริมที่ปากกลับมาเป็นซ้ำได้เพราะอะไร?

แม้แผลจะหายแล้ว แต่เชื้อยังอยู่ในร่างกาย การกำเริบมักเกิดเมื่อภูมิคุ้มกันลดลง เช่น

  • พักผ่อนไม่พอ
  • ความเครียด
  • ถูกแดดแรงจัด
  • เป็นหวัดหรือมีไข้
  • ร่างกายอ่อนล้า
  • ฮอร์โมนเปลี่ยนแปลง
  • การระคายเคืองบริเวณริมฝีปาก

บางคนอาจเป็นปีละ 1–2 ครั้ง ขณะที่บางคนอาจเป็นบ่อยกว่านั้น

เริมที่ปากอันตรายหรือไม่?

โดยทั่วไป เริมที่ปากไม่ใช่โรคร้ายแรงในคนที่สุขภาพแข็งแรง แต่ก็ไม่ควรมองข้าม เพราะ

  • สามารถแพร่เชื้อให้ผู้อื่นได้ง่าย
  • อาจลุกลามไปบริเวณตา หากเผลอจับแผลแล้วขยี้ตา
  • ส่งผลต่อความมั่นใจ และการใช้ชีวิตประจำวัน
  • หากเป็นบ่อย อาจต้องได้รับการประเมินการรักษาแบบป้องกันระยะยาว
โรคเริมที่ปาก คืออะไร (2)

โรคเริมที่อวัยวะเพศ คืออะไร?

โรคเริมที่อวัยวะเพศ (Genital Herpes) เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส Herpes Simplex Virus (HSV) โดยส่วนใหญ่มีสาเหตุจาก HSV-2 แต่ในปัจจุบันพบว่า HSV-1 ก็สามารถก่อให้เกิดเริมที่อวัยวะเพศได้เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจากการมีเพศสัมพันธ์ทางปาก (Oral sex)

โรคนี้จัดเป็นการติดเชื้อเรื้อรังชนิดหนึ่ง เพราะเมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกายแล้วจะไม่หายขาด แต่จะแฝงตัวอยู่ในปมประสาทบริเวณเชิงกราน และสามารถกลับมากำเริบได้เป็นระยะ ๆ คล้ายกับเริมที่ปาก แต่ตำแหน่ง และความรุนแรงของอาการมักมากกว่า

โรคเริมที่อวัยวะเพศติดต่อได้อย่างไร?

การติดเชื้อเกิดจากการสัมผัสโดยตรงกับเชื้อไวรัสผ่านกิจกรรมทางเพศหรือการแนบชิดของผิวหนัง ซึ่งรวมถึง

  • การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน (ทางช่องคลอด ทวารหนัก หรือทางปาก)
  • การสัมผัสผิวหนังบริเวณอวัยวะเพศของผู้ที่มีเชื้อ
  • การสัมผัสสารคัดหลั่ง เช่น น้ำหล่อลื่นตามธรรมชาติ หรือของเหลวจากแผล
  • การติดเชื้อจากคู่ที่ ไม่มีแผลให้เห็น ซึ่งเรียกว่า Asymptomatic Shedding หรือการปล่อยเชื้อโดยไม่มีอาการ

จุดสำคัญคือ โรคนี้สามารถแพร่เชื้อได้แม้ดูเหมือนไม่มีความผิดปกติใด ๆ ทำให้หลายคนติดเชื้อโดยไม่รู้ตัว

อาการของโรคเริมที่อวัยวะเพศเป็นอย่างไร?

โดยทั่วไป อาการของเริมที่อวัยวะเพศมัก รุนแรงกว่าเริมที่ปาก โดยเฉพาะในการติดเชื้อครั้งแรก เพราะร่างกายยังไม่มีภูมิคุ้มกันต่อเชื้อ

อาการเฉพาะที่

  • มีตุ่มน้ำใสเล็ก ๆ หลายตุ่มรวมกันเป็นกลุ่มบริเวณอวัยวะเพศ
  • ตุ่มแตกกลายเป็นแผลตื้น ๆ
  • รู้สึกเจ็บ แสบ หรือปวดมากกว่าที่ริมฝีปาก
  • แผลอาจเกิดที่อวัยวะเพศภายนอก ช่องคลอด องคชาต รอบทวารหนัก หรือก้น
  • ปัสสาวะแสบ โดยเฉพาะเมื่อปัสสาวะสัมผัสแผล
  • แผลอาจใช้เวลาหายนาน ประมาณ 2–4 สัปดาห์

อาการทั่วร่างกาย (พบได้บ่อยในการติดเชื้อครั้งแรก)

  • มีไข้
  • ปวดเมื่อยตัว คล้ายอาการไข้หวัด
  • อ่อนเพลีย
  • ต่อมน้ำเหลืองบริเวณขาหนีบบวม และเจ็บ
  • รู้สึกไม่สบายตัวหลายวัน
  • หลังจากครั้งแรก การกำเริบครั้งต่อ ๆ ไปมักมีอาการเบาลง และหายเร็วขึ้น

การกำเริบซ้ำเกิดจากอะไร?

แม้แผลจะหายแล้ว แต่เชื้อยังคงอยู่ในร่างกาย ปัจจัยที่กระตุ้นให้เริมกลับมาเป็นซ้ำ ได้แก่

  • ความเครียดสะสม
  • พักผ่อนไม่เพียงพอ
  • การเจ็บป่วยหรือภูมิคุ้มกันลดลง
  • การเสียดสีบริเวณอวัยวะเพศ
  • ฮอร์โมนเปลี่ยนแปลง
  • ร่างกายอ่อนล้า
  • ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการเตือนก่อนกำเริบ เช่น รู้สึกคัน เจ็บจี๊ด หรือเสียวบริเวณเดิม ก่อนตุ่มจะขึ้น 1–2 วัน

เริมที่อวัยวะเพศแตกต่างจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นอย่างไร?

ลักษณะเด่นของเริมคือ

  • เป็น ตุ่มน้ำใส ก่อนกลายเป็นแผล
  • เป็นซ้ำตำแหน่งเดิม
  • เจ็บแสบชัดเจน
  • มีระยะกำเริบ และระยะแฝงสลับกัน
  • ขณะที่โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นบางชนิดอาจเป็นแผลเดี่ยว ไม่มีอาการเจ็บ หรือมีหนอง ซึ่งต้องอาศัยแพทย์วินิจฉัยแยกโรคอย่างถูกต้อง

โรคเริมที่อวัยวะเพศอันตรายหรือไม่?

โดยทั่วไป โรคนี้ไม่ใช่โรคที่อันตรายถึงชีวิต แต่มีผลกระทบระยะยาวที่สำคัญ เช่น

  • เพิ่มความเสี่ยงในการรับหรือแพร่เชื้อเอชไอวี
  • ส่งผลต่อสุขภาพจิต ความเครียด และความสัมพันธ์
  • ทำให้เกิดความกังวลเรื่องการแพร่เชื้อให้คู่นอน
  • หากเป็นบ่อย อาจต้องใช้ยาควบคุมระยะยาว

ความแตกต่างระหว่างโรคเริมที่ปาก และโรคเริมที่อวัยวะเพศ 

แม้โรคเริมทั้งสองแบบจะเกิดจากไวรัสกลุ่มเดียวกัน คือ Herpes Simplex Virus (HSV) และมีลักษณะเป็นตุ่มน้ำคล้ายกัน แต่ในความเป็นจริงแล้ว ทั้งตำแหน่งการเกิดโรค วิธีการติดต่อ ความรุนแรงของอาการ ไปจนถึงผลกระทบต่อการใช้ชีวิต ล้วนมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ

การเข้าใจความแตกต่างนี้ช่วยให้:

  • สังเกตอาการได้เร็ว
  • ป้องกันการแพร่เชื้อได้ถูกวิธี
  • ลดความกังวล และความเข้าใจผิดเกี่ยวกับโรค

ตารางเปรียบเทียบความแตกต่างหลัก

ประเด็นเปรียบเทียบเริมที่ปากเริมที่อวัยวะเพศ
ตำแหน่งที่พบบ่อยริมฝีปาก มุมปาก ใบหน้า รอบจมูกอวัยวะเพศ รอบทวารหนัก ขาหนีบ
เชื้อที่พบบ่อยHSV-1HSV-2 (แต่ HSV-1 พบได้เพิ่มขึ้น)
ช่องทางการติดต่อหลักน้ำลาย การจูบ ใช้ของร่วมกันการมีเพศสัมพันธ์หรือสัมผัสผิวหนังระหว่างเพศสัมพันธ์
จัดเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ไม่เสมอไปจัดเป็น STI โดยตรง
ระดับความเจ็บปวดมักไม่รุนแรง ระคายเคืองเล็กน้อยมักเจ็บ แสบ ชัดเจน โดยเฉพาะครั้งแรก
อาการทั่วร่างกายพบน้อยพบได้บ่อย เช่น ไข้ ปวดเมื่อย ต่อมน้ำเหลืองโต
ผลกระทบต่อจิตใจมักเป็นปัญหาด้านความสวยงามชั่วคราวส่งผลต่อความมั่นใจ ความสัมพันธ์ และชีวิตคู่
การกลับเป็นซ้ำเป็นซ้ำได้ แต่ความถี่มักน้อยกว่ามีแนวโน้มกำเริบบ่อยกว่า
ระยะเวลาหายของแผลประมาณ 7–14 วันอาจใช้เวลา 2–4 สัปดาห์ (โดยเฉพาะครั้งแรก)
ความเสี่ยงแพร่เชื้อโดยไม่รู้ตัวมีได้ แต่พบน้อยกว่าพบได้บ่อยจากการปล่อยเชื้อโดยไม่มีอาการ
หากไม่รักษาโรคเริม จะเกิดอะไรขึ้น

หากไม่รักษาโรคเริม จะเกิดอะไรขึ้น?

หลายคนเข้าใจว่าโรคเริมเป็นเพียง แผลชั่วคราว เดี๋ยวก็หายเอง จึงเลือกปล่อยไว้โดยไม่ตรวจหรือไม่รับการรักษาอย่างเหมาะสม แม้แผลเริมบางครั้งจะสามารถหายได้เองตามธรรมชาติ แต่การไม่ดูแลรักษาอาจก่อให้เกิดผลกระทบระยะสั้น และระยะยาวมากกว่าที่คิด ดังนี้

  • แผลหายช้าลง และอาการรุนแรงกว่าที่ควร ยาต้านไวรัสมีบทบาทสำคัญในการยับยั้งการเพิ่มจำนวนของเชื้อ HSV หากไม่ได้รับยา
    • แผลอาจใช้เวลาหายนานขึ้น
    • ความเจ็บ แสบ หรือระคายเคืองจะอยู่นานกว่า
    • เสี่ยงเกิดแผลลุกลามหรืออักเสบมากขึ้น โดยเฉพาะในบริเวณอวัยวะเพศที่มีความอับชื้น และเสียดสีง่าย
  • การกลับมาเป็นซ้ำอาจถี่ขึ้น การรักษาอย่างถูกต้องตั้งแต่ระยะแรก จะช่วยลดปริมาณไวรัสที่ทำงานอยู่ในร่างกาย หากปล่อยไว้บ่อย ๆ โดยไม่ควบคุม
    • เชื้ออาจกระตุ้นให้เกิดการกำเริบถี่ขึ้น
    • ผู้ป่วยบางรายกลายเป็นเริมซ้ำหลายครั้งต่อปี
    • แต่ละครั้งอาจกระทบการใช้ชีวิต เช่น การทำงาน การออกกำลังกาย หรือการมีเพศสัมพันธ์
  • เพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวี
    • แผลเริมทำให้เกิดรอยเปิดเล็ก ๆ บนผิวหนังหรือเยื่อบุ ซึ่งเป็นช่องทางที่ทำให้เชื้อโรคอื่นเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายขึ้น
    • หากมีพฤติกรรมเสี่ยงร่วมด้วย จะเพิ่มโอกาสรับเชื้อเอชไอวี
    • การอักเสบจากเริมยังทำให้ภูมิคุ้มกันเฉพาะจุดลดลง
    • นี่เป็นเหตุผลสำคัญที่แพทย์มักแนะนำให้รักษาเริมอย่างจริงจัง ไม่ใช่เพียงรอให้แผลหายเอง
  • สามารถถ่ายทอดเชื้อให้คู่นอนโดยไม่รู้ตัว แม้ไม่มีแผล เชื้อ HSV ก็สามารถถูกปล่อยออกจากผิวหนังได้เป็นช่วง ๆ (viral shedding) หากไม่ได้รับคำแนะนำเรื่องการป้องกัน
    • อาจแพร่เชื้อให้คู่นอนโดยไม่ได้ตั้งใจ
    • ทำให้เกิดการติดเชื้อซ้ำในคู่รัก
    • ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ในระยะยาว
  • ส่งผลต่อสุขภาพจิต และความมั่นใจ ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยรู้สึก
    • เครียดหรือกังวลว่าจะเป็นซ้ำเมื่อไร
    • ไม่มั่นใจในร่างกายตนเอง
    • กลัวการบอกคู่หรือการมีความสัมพันธ์
    • การได้รับการวินิจฉัย และคำแนะนำที่ถูกต้องจะช่วยลดความกังวลเหล่านี้ได้อย่างมาก

ทำไมโรคเริมถึงกลับมาเป็นซ้ำ?

ลักษณะเฉพาะของไวรัส HSV คือความสามารถในการ หลบซ่อน อยู่ในร่างกายหลังการติดเชื้อครั้งแรก ซึ่งเป็นเหตุผลที่โรคนี้ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ในปัจจุบัน

กลไกการแฝงตัวของเชื้อ (Latency)

หลังจากแผลหาย

  • เชื้อไวรัสจะเดินทางเข้าสู่เส้นประสาทรับความรู้สึก
  • ไปซ่อนตัวอยู่ในปมประสาท (nerve ganglia)
  • อยู่ในสภาวะสงบ ไม่ก่ออาการใด ๆ

ในระยะนี้

  • ไม่มีตุ่ม
  • ไม่มีแผล
  • ผู้ป่วยรู้สึกเหมือนหายดีแล้ว

แต่จริง ๆ แล้ว เชื้อยังคงอยู่ในร่างกายตลอดชีวิต

เมื่อมี ตัวกระตุ้น เชื้อจะตื่นขึ้นอีกครั้ง

เมื่อร่างกายเผชิญความเปลี่ยนแปลงบางอย่าง ระบบภูมิคุ้มกันจะอ่อนลงชั่วคราว ทำให้ไวรัสที่แฝงอยู่กลับมาเพิ่มจำนวน และเคลื่อนออกมาตามเส้นประสาทเดิม จึงเกิดแผลซ้ำในตำแหน่งเดิม

ปัจจัยกระตุ้นที่พบบ่อย ได้แก่

  • พักผ่อนไม่เพียงพอ
  • ความเครียดสะสม
  • ภูมิคุ้มกันต่ำหรือเจ็บป่วย
  • ไข้ หรือการติดเชื้ออื่น
  • แสงแดดจัด (กระตุ้นเริมที่ปากได้บ่อย)
  • การมีประจำเดือนหรือการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน
  • การเสียดสีหรือการระคายเคืองบริเวณอวัยวะเพศ
  • ความอ่อนล้าของร่างกาย

นี่จึงเป็นเหตุผลที่บางคนสังเกตว่า เริมมักกลับมาในช่วงที่ร่างกาย ไม่พร้อม มากที่สุด

เหตุผลสำคัญโรคเริมจึง ไม่หายขาด แต่ควบคุมได้

ในปัจจุบันยังไม่มียาที่กำจัดไวรัส HSV ออกจากปมประสาทได้โดยสมบูรณ์ แต่การรักษาสามารถช่วยได้อย่างมากในด้านต่อไปนี้

  • ลดความรุนแรงของอาการในแต่ละครั้ง
  • ทำให้แผลหายเร็วขึ้น
  • ลดความถี่ของการกลับมาเป็นซ้ำ
  • ลดโอกาสแพร่เชื้อให้ผู้อื่น
  • ช่วยให้ผู้ป่วยใช้ชีวิตได้ตามปกติ

แนวคิดของการดูแลโรคเริมจึงไม่ใช่ กำจัดโรค แต่คือ การควบคุมไวรัสให้อยู่ในภาวะสงบให้นานที่สุด

การวินิจฉัยโรคเริม

การวินิจฉัยโรคเริม

การวินิจฉัยโรคเริมไม่ใช่ดูแค่ มีแผลแล้วสรุปว่าเป็นเริม เพราะลักษณะแผลที่อวัยวะเพศ หรือบริเวณปากสามารถเกิดจากโรคอื่นได้หลายชนิด การตรวจวินิจฉัยที่ถูกต้องจึงมีความสำคัญ เพื่อให้ได้รับการรักษาที่เหมาะสม ลดการแพร่เชื้อ และป้องกันการใช้ยาผิดประเภท

โดยทั่วไปแพทย์จะใช้ทั้ง การประเมินทางคลินิก + การตรวจทางห้องปฏิบัติการ ร่วมกัน ดังนี้

การวินิจฉัยจากลักษณะแผล (Clinical Diagnosis)

แพทย์จะเริ่มจากการซักประวัติ และตรวจร่างกายอย่างละเอียด เช่น

  • เริ่มมีอาการเมื่อไร
  • เคยเป็นลักษณะนี้มาก่อนหรือไม่ (เริมมักเป็นซ้ำตำแหน่งเดิม)
  • มีอาการเตือนก่อนเกิดแผลหรือไม่ เช่น คัน แสบ จี๊ด
  • มีพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศสัมพันธ์หรือการสัมผัสใกล้ชิดหรือไม่

ลักษณะแผลของเริมที่ช่วยให้แพทย์สงสัยโรค ได้แก่

  • เป็น ตุ่มน้ำใสขนาดเล็กหลายตุ่มรวมกัน
  • แตกเป็นแผลตื้น ๆ เจ็บ แสบ
  • แผลไม่ลึก ขอบไม่แข็ง
  • มักมีอาการปวดหรือแสบร่วมด้วย
  • ในการติดเชื้อครั้งแรกอาจมีไข้ อ่อนเพลีย ต่อมน้ำเหลืองโต

แม้ว่าลักษณะจะค่อนข้างจำเพาะ แต่ในระยะที่ตุ่มแตกแล้ว อาจแยกจากโรคอื่นได้ยาก จึงต้องใช้การตรวจเพิ่มเติมเพื่อยืนยัน

การตรวจสารพันธุกรรมของไวรัส (PCR Test)

เป็นวิธีที่ แม่นยำที่สุดในปัจจุบันแพทย์จะใช้ไม้ Swab ป้ายจากบริเวณแผล แล้วส่งตรวจหา DNA ของไวรัส HSV ด้วยเทคนิค PCR (Polymerase Chain Reaction)

ข้อดีของการตรวจ PCR

  • ตรวจพบเชื้อได้แม้มีปริมาณน้อย
  • แยกได้ว่าเป็น HSV-1 หรือ HSV-2
  • ให้ผลเร็ว และมีความไวสูง
  • เหมาะกับผู้ที่เพิ่งเริ่มมีอาการ
  • ช่วยยืนยันโรคในกรณีที่อาการไม่ชัดเจน

การตรวจนี้มีประโยชน์มากในการวางแผนการรักษา และให้คำแนะนำเรื่องการแพร่เชื้อในอนาคต

การตรวจเลือดหาแอนติบอดี (HSV Antibody Test)

เป็นการตรวจดูว่าร่างกายเคยสัมผัสเชื้อ HSV มาก่อนหรือไม่ โดยตรวจหาแอนติบอดีชนิด IgG ต่อ HSV-1 และ HSV-2

เหมาะใช้ในกรณี

  • ไม่มีแผลให้ตรวจแล้ว แต่อยากทราบว่าติดเชื้อหรือไม่
  • มีคู่นอนเป็นเริม ต้องการประเมินความเสี่ยง
  • ใช้ช่วยประเมินการติดเชื้อในอดีต

ข้อจำกัดของการตรวจเลือด

  • ไม่สามารถบอกได้ว่าแผลปัจจุบันเกิดจากเริมหรือไม่
  • ไม่สามารถระบุได้ว่าติดเชื้อเมื่อใด
  • ไม่ใช้เป็นการวินิจฉัยหลักในระยะมีแผล

จึงมกใช้เป็น ข้อมูลประกอบ มากกว่าการยืนยันโรค

การตรวจเพื่อแยกโรคอื่นที่มีอาการคล้ายกัน (Differential Diagnosis)

แผลบริเวณปากหรืออวัยวะเพศไม่ได้เกิดจากเริมเสมอไป แพทย์จึงต้องแยกจากโรคอื่นที่อันตรายหรือต้องรักษาต่างกัน เช่น

  • ซิฟิลิส (Syphilis) แผลมักเป็นแผลเดี่ยว ขอบแข็ง ไม่เจ็บ หากวินิจฉัยผิด อาจลุกลามเข้าสู่ระยะรุนแรงได้
  • แผลริมอ่อน (Chancroid) แผลเจ็บมาก ขอบแผลนุ่ม มีหนอง เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ต้องใช้ยาปฏิชีวนะ ไม่ใช่ยาต้านไวรัส
  • การติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนัง มักมีหนอง บวมแดงชัด ต้องรักษาด้วยยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย
  • การติดเชื้อรา มักมีอาการคันมาก ผิวลอก ไม่เกิดตุ่มน้ำแบบเริม ใช้ยาต้านเชื้อราในการรักษา
  • การระคายเคืองผิวหนังหรือแพ้สัมผัส เกิดหลังใช้ผลิตภัณฑ์ใหม่ สารหล่อลื่น หรือถุงยาง ไม่มีการติดเชื้อไวรัส

การแยกโรคอย่างถูกต้องจึงสำคัญมาก เพราะแนวทางรักษาแต่ละโรค แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

การรักษาโรคเริม

การรักษาโรคเริม

คำถามที่ผู้ป่วยจำนวนมากกังวล คือ โรคเริมหายขาดหรือไม่?

คำตอบทางการแพทย์ คือ ไม่สามารถกำจัดเชื้อไวรัสออกจากร่างกายได้ทั้งหมด เนื่องจากไวรัส Herpes Simplex Virus (HSV) มีคุณสมบัติพิเศษ คือหลังการติดเชื้อครั้งแรก เชื้อจะเข้าไปหลบซ่อนอยู่ในปมประสาท และอยู่ในสภาวะสงบ (Latency) โดยไม่แสดงอาการ เมื่อมีปัจจัยกระตุ้น เช่น ร่างกายอ่อนแอ เครียด หรือพักผ่อนไม่พอ เชื้อจะถูกกระตุ้นให้กลับมาเพิ่มจำนวนอีกครั้ง จึงเกิดอาการ กำเริบซ้ำ ที่หลายคนพบ

แม้จะไม่หายขาด แต่ข่าวดี คือ โรคเริมสามารถรักษาและควบคุมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยยาต้านไวรัสและการดูแลสุขภาพที่เหมาะสม ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ และลดโอกาสแพร่เชื้อให้ผู้อื่นได้อย่างมาก

เป้าหมายของการรักษาโรคเริม

การรักษาไม่ได้มุ่ง ฆ่าเชื้อให้หมด แต่เน้นควบคุมโรคในระยะยาว โดยมีเป้าหมายหลักดังนี้

  • ลดความรุนแรงของอาการเจ็บ แสบ และการอักเสบ
  • ทำให้แผลหายเร็วขึ้น ลดระยะเวลาการเป็นโรค
  • ลดความถี่ของการกลับมาเป็นซ้ำ
  • ลดการปล่อยเชื้อโดยไม่มีอาการ (Asymptomatic shedding)
  • ลดโอกาสแพร่เชื้อไปยังคู่นอนหรือบุคคลใกล้ชิด
  • ช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตและความมั่นใจดีขึ้น

ยาที่ใช้รักษาโรคเริม

การรักษาหลักของโรคเริมคือ ยาต้านไวรัส (Antiviral drugs) ซึ่งออกฤทธิ์ยับยั้งการเพิ่มจำนวนของไวรัส ทำให้เชื้อไม่สามารถขยายตัวและทำลายเซลล์ได้ต่อเนื่อง

ยาที่ใช้บ่อย ได้แก่

  • Acyclovir
  • Valacyclovir
  • Famciclovir

ยาเหล่านี้ไม่ได้ฆ่าไวรัสโดยตรง แต่จะไปยับยั้งกระบวนการจำลองตัวของไวรัส ทำให้

  • แผลหยุดลุกลาม
  • ร่างกายซ่อมแซมเนื้อเยื่อได้เร็วขึ้น
  • อาการปวดลดลง
  • ระยะเวลาการติดเชื้อสั้นลง

ยิ่งเริ่มยาเร็ว (ภายใน 48–72 ชั่วโมงแรกของอาการ) ผลการรักษาจะยิ่งดี

รูปแบบการใช้ยา แบ่งเป็น 2 แนวทางสำคัญ

  • 1. Episodic Therapy (การรักษาเป็นครั้ง ๆ เมื่อมีอาการ) เหมาะสำหรับผู้ที่เป็นเริมไม่บ่อย เช่น ปีละ 1–3 ครั้ง ผู้ป่วยจะได้รับยาไว้ใช้ทันทีเมื่อเริ่มมีอาการเตือน เช่น
    • คันยุบยิบ
    • แสบจี๊ด
    • รู้สึกตึงบริเวณเดิมที่เคยเป็น
    • การกินยาเร็วตั้งแต่ระยะนี้จะช่วยให้
      • บางครั้งตุ่มไม่ขึ้นเลย
      • แผลเล็กลง
      • หายเร็วขึ้นหลายวัน
      • ลดความเจ็บปวดได้มาก
      • แนวทางนี้ช่วยให้ควบคุมโรคโดยไม่ต้องกินยาต่อเนื่อง
  • 2. Suppressive Therapy (การกินยาป้องกันระยะยาว) เหมาะกับผู้ที่มีอาการกำเริบบ่อย เช่น
    • เป็นมากกว่า 4–6 ครั้งต่อปี
    • อาการแต่ละครั้งรุนแรง
    • ส่งผลต่อการใช้ชีวิตหรือความสัมพันธ์
    • ต้องการลดความเสี่ยงแพร่เชื้อให้คู่นอน
    • แพทย์จะให้ยาขนาดต่ำกินต่อเนื่องทุกวัน เพื่อควบคุมไวรัสไม่ให้ตื่นตัว
    • ข้อดีของการรักษาแบบนี้ คือ
      • ลดการกำเริบได้มากกว่า 70–80%
      • บางรายไม่กลับมาเป็นอีกเลยในช่วงที่ใช้ยา
      • ลดการแพร่เชื้อแม้ไม่มีแผล
      • ช่วยให้ผู้ป่วยใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจ
      • การรักษารูปแบบนี้ปลอดภัยเมื่ออยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ และสามารถประเมินหยุดยาเป็นระยะได้

นอกจากยาแล้ว การดูแลตัวเองสำคัญมาก

แม้ยาจะควบคุมไวรัสได้ แต่พฤติกรรมสุขภาพมีผลต่อการกำเริบอย่างชัดเจน ผู้ที่ดูแลร่างกายดีจะกลับมาเป็นซ้ำน้อยกว่า

ควรปฏิบัติดังนี้

  • พักผ่อนให้เพียงพอ
  • ลดความเครียด
  • หลีกเลี่ยงการเสียดสีบริเวณที่เคยเป็น
  • งดเพศสัมพันธ์ขณะมีอาการ
  • ใช้อุปกรณ์ส่วนตัวแยกจากผู้อื่น
  • ดูแลภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง

หากไม่รักษา จะเกิดอะไรขึ้น?

การปล่อยให้เริมเป็นเองหายเองบ่อย ๆ โดยไม่ดูแล อาจทำให้

  • แผลหายช้าลง และเจ็บนานขึ้น
  • การกำเริบเกิดถี่ขึ้นเรื่อย ๆ
  • เพิ่มโอกาสแพร่เชื้อให้ผู้อื่นโดยไม่รู้ตัว
  • เพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์อื่น
  • ส่งผลต่อความเครียด ความกังวล และความสัมพันธ์ระยะยาว
วิธีป้องกันโรคเริม

วิธีป้องกันโรคเริม

โรคเริมเป็นการติดเชื้อที่ติดต่อผ่านการสัมผัสโดยตรงกับผิวหนัง น้ำลาย หรือสารคัดหลั่งของผู้ที่มีเชื้อ ดังนั้นจึงแตกต่างจากโรคติดเชื้อบางชนิดที่สามารถป้องกันได้อย่างสมบูรณ์ เพราะเชื้อ HSV สามารถแพร่ได้แม้ในช่วงที่ผู้ติดเชื้อ ไม่มีแผลให้เห็น (Asymptomatic Shedding)

แม้จะไม่สามารถป้องกันได้ 100% แต่การปรับพฤติกรรม และดูแลสุขภาพสามารถ ลดโอกาสการติดเชื้อ และลดการแพร่กระจายได้อย่างมาก

  • ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งเมื่อมีเพศสัมพันธ์
    • การใช้ถุงยางอนามัยอย่างถูกต้อง และสม่ำเสมอ ช่วยลดความเสี่ยงในการสัมผัสผิวหนังหรือสารคัดหลั่งที่มีเชื้อ โดยเฉพาะในกรณีเริมที่อวัยวะเพศ
    • อย่างไรก็ตาม ต้องเข้าใจว่า ถุงยางไม่สามารถป้องกันได้ทั้งหมด เพราะเชื้ออาจอยู่บริเวณผิวหนังรอบ ๆ ที่ถุงยางไม่ครอบคลุม แต่ยังถือเป็นวิธีที่สำคัญที่สุดในการลดความเสี่ยง
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสแผลเริมหรือผื่นที่สงสัยว่าเป็นเริม เชื้อเริมแพร่ได้ง่ายมากในช่วงที่มีตุ่มน้ำหรือแผลเปิด การสัมผัสโดยตรง เช่น
    • จูบผู้ที่มีเริมที่ปาก
    • สัมผัสแผลแล้วไม่ล้างมือ
    • มีเพศสัมพันธ์ขณะมีอาการ
    • ล้วนเพิ่มโอกาสการติดเชื้ออย่างชัดเจน
    • หากจำเป็นต้องดูแลผู้ป่วย ควรล้างมือทันทีหลังสัมผัส และหลีกเลี่ยงการสัมผัสใบหน้า ปาก หรืออวัยวะเพศของตนเอง
  • งดมีเพศสัมพันธ์ในช่วงที่มีอาการกำเริบ
    • ช่วงที่มีตุ่มน้ำหรือแผล คือระยะที่มีเชื้อจำนวนมาก และแพร่ได้ง่ายที่สุด การมีเพศสัมพันธ์ในช่วงนี้ทำให้โอกาสติดเชื้อสูงมาก แม้จะใช้ถุงยางอนามัยก็ตาม
    • ควรงดจนกว่าแผลจะแห้ง และหายสนิท เพื่อลดการแพร่เชื้อไปยังคู่นอน
  • ไม่ใช้ของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น เริมที่ปากสามารถติดต่อผ่านสิ่งของที่ปนเปื้อนน้ำลาย เช่น
    • แก้วน้ำ
    • หลอดดูด
    • ช้อนส้อม
    • ลิปสติก
    • ผ้าเช็ดหน้า
    • แปรงสีฟัน
    • การแยกของใช้ส่วนตัวเป็นวิธีง่าย ๆ ที่ช่วยลดการแพร่เชื้อในครอบครัวหรือคนใกล้ชิด
  • ดูแลร่างกายให้แข็งแรง พักผ่อนให้เพียงพอ
    • ไวรัส HSV จะกำเริบได้ง่ายเมื่อภูมิคุ้มกันลดลง การนอนหลับไม่พอ อ่อนเพลีย หรือเจ็บป่วยบ่อย เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้โรคกลับมาเป็นซ้ำ
    • การนอนหลับอย่างมีคุณภาพ รับประทานอาหารครบถ้วน และออกกำลังกายสม่ำเสมอ จะช่วยให้ร่างกายควบคุมไวรัสได้ดีขึ้น
  • ลดความเครียด ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นสำคัญของการกำเริบ ความเครียดส่งผลต่อระบบภูมิคุ้มกันโดยตรง และเป็นหนึ่งในสาเหตุที่พบบ่อยของการกลับมาเป็นเริมซ้ำ ผู้ป่วยหลายรายสังเกตว่าเริมมักเกิดในช่วงที่ทำงานหนัก พักผ่อนน้อย หรือมีความกดดันทางอารมณ์ โดยการจัดการความเครียด เช่น
  • การออกกำลังกาย
  • การทำสมาธิหรือผ่อนคลาย
  • การจัดสมดุลระหว่างงานและการพักผ่อน
  • สามารถช่วยลดความถี่ของการกำเริบได้อย่างมีนัยสำคัญ

ทำไมควรเลือกบริการตรวจ และรักษาโรคเริมที่ภูเก็ต เมดิคอล คลินิก?

การตรวจ และรักษาโรคเริมกับ Phuket Medical Clinic ช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลอย่างถูกต้องตั้งแต่การวินิจฉัยไปจนถึงการควบคุมโรคในระยะยาว เนื่องจากโรคเริมเป็นการติดเชื้อไวรัสที่มีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำ หากดูแลไม่เหมาะสมอาจส่งผลต่อสุขภาพ ความมั่นใจ และความสัมพันธ์ได้ ดังนี้

  • ตรวจประเมินโดยแพทย์ผู้มีประสบการณ์ แยกโรคได้แม่นยำ ไม่สับสนกับโรคผิวหนังหรือโรคติดต่ออื่น
  • ใช้การวินิจฉัยที่เหมาะสม เช่น การตรวจทางห้องปฏิบัติการ เพื่อยืนยันการติดเชื้ออย่างถูกต้อง
  • ได้รับยาต้านไวรัสตรงตามระยะของโรค ช่วยให้แผลหายเร็ว ลดอาการเจ็บปวด
  • ลดความเสี่ยงการกำเริบซ้ำ ด้วยแผนการรักษา และติดตามอาการอย่างต่อเนื่อง
  • ให้คำแนะนำในการป้องกันการแพร่เชื้อไปยังคู่นอน และคนใกล้ชิดอย่างถูกวิธี
  • มีระบบบริการที่คำนึงถึงความเป็นส่วนตัว เหมาะกับโรคที่ต้องการความมั่นใจในการเข้ารับการรักษา
  • ให้คำปรึกษาด้านสุขภาพทางเพศแบบองค์รวม ไม่ดูแลเฉพาะอาการภายนอก
  • สามารถวางแผนการรักษาระยะยาวสำหรับผู้ที่เป็นซ้ำบ่อย เพื่อลดความถี่ของการเกิดโรค
  • ตั้งอยู่ในพื้นที่เข้าถึงง่าย เหมาะกับทั้งผู้พักอาศัย นักท่องเที่ยว และชาวต่างชาติในภูเก็ต
  • ได้รับการดูแลต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงรักษาเฉพาะครั้งที่มีอาการ แต่ช่วยควบคุมโรคในระยะยาว

การเข้ารับการตรวจรักษาอย่างเหมาะสมตั้งแต่ต้น จะช่วยลดภาวะแทรกซ้อน ลดการแพร่เชื้อ และทำให้ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างมั่นใจมากขึ้น แม้โรคเริมจะไม่หายขาด แต่สามารถควบคุมได้อย่างมีประสิทธิภาพเมื่อได้รับการดูแลที่ถูกต้อง.

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม

โรคเริมที่ปากและโรคเริมที่อวัยวะเพศ แม้เกิดจากไวรัสชนิดเดียวกัน แต่มีความแตกต่างในด้านการติดต่อ อาการ และผลกระทบ การเรียนรู้เกี่ยวกับโรคนี้อย่างถูกต้อง จะช่วยให้สามารถดูแลตัวเอง ลดการแพร่เชื้อ และใช้ชีวิตได้ตามปกติ

สิ่งสำคัญที่สุด คือ อย่าปล่อยให้ความอาย เป็นอุปสรรคต่อการรักษา

โรคนี้ควบคุมได้ และคุณไม่จำเป็นต้องเผชิญมันเพียงลำพัง

ช่องทางการติดต่อ

สาขาลากูน่า

  • ภูเก็ต เมดิคอล คลินิก สาขาลากูน่า ตั้งอยู่ที่ 58/1 ตำบลเชิงทะเล อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต 83100
  • เปิดบริการทุกวัน จันทร์ – อาทิตย์ 09.00 – 22.00 น.
  • สอบถามผ่าน Line id. @pmcphuket (มี @ ด้วยนะครับ)
  • เบอร์โทรติดต่อ 096 236 2449
  • แผนที่คลินิก https://maps.app.goo.gl/SXaeLrSU9Lx47YPH6
  • จองคิวตรวจออนไลน์ https://pmclaguna.youcanbook.me

สาขาในเมือง

  • ภูเก็ต เมดิคอล คลินิก สาขาเมืองภูเก็ต ตั้งอยู่ที่ 41/7-41/8  ตำบลตลาดเหนือ  อำเภอเมืองภูเก็ต  จ.ภูเก็ต 83000 
  • เปิดบริการทุกวัน จันทร์ – อาทิตย์ 09.00 – 20.00 น.
  • สอบถามผ่าน Line id.   @pmcphuket (มี @ ด้วยนะครับ)
  • เบอร์โทรติดต่อ  096 228 2449
  • แผนที่คลินิก   https://maps.app.goo.gl/yeU9qNArGg3qdwZw9 
  • จองคิวตรวจออนไลน์     https://pmctown.youcanbook.me

สาขาหอนาฬิกา

  • ภูเก็ต เมดิคอล คลินิก สาขาหอนาฬิกา ตั้งอยู่ที่ 206/8 ถ. ภูเก็ต ต.ตลาดใหญ่  อำเภอเมืองภูเก็ต ภูเก็ต 83000
  • เปิดบริการทุกวัน จันทร์ – อาทิตย์ 12.00 – 20.00น. (ช่วงเเรก)
  • สอบถามผ่าน Line id.  @pmcphuket (มี @ ด้วยนะครับ)
  • เบอร์โทรติดต่อ   096 696 2449
  • แผนที่คลินิก https://maps.app.goo.gl/svPvTabmmD1DHe9v9
  • จองคิวตรวจออนไลน์ https://phuketmedicalclinic.youcanbook.me

เอกสารอ้างอิง

  • World Health Organization (WHO). Herpes simplex virus. ข้อมูลเกี่ยวกับการติดเชื้อ HSV การแพร่เชื้อ และแนวทางควบคุมโรค. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/herpes-simplex-virus
  • Centers for Disease Control and Prevention (CDC). Genital Herpes – CDC Fact Sheet. รายละเอียดอาการ การติดต่อ การรักษา และการป้องกันโรคเริม. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.cdc.gov/std/herpes
  • National Institutes of Health (NIH). Herpes Simplex. ข้อมูลทางการแพทย์เกี่ยวกับ HSV-1 และ HSV-2 กลไกการติดเชื้อและการรักษา. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://medlineplus.gov/herpessimplex.html
  • NHS (National Health Service). Genital herpes. แนวทางการดูแล การใช้ยา และการใช้ชีวิตร่วมกับโรคเริม. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.nhs.uk/conditions/genital-herpes
  • กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. ข้อมูลโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และการป้องกันโรคเริมในประเทศไทย. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://ddc.moph.go.th
  • Mayo Clinic Proceedings (ข้อมูลความรู้ทางวิชาการ). Herpes Simplex Infection: Clinical Overview. อธิบายลักษณะโรค การวินิจฉัย และแนวทางรักษา. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.mayoclinic.org/diseases-conditions/cold-sore