ในยุคที่โรคอุบัติใหม่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องไวรัสนิปาห์ (Nipah virus) ถือเป็นหนึ่งในเชื้อไวรัสที่องค์การอนามัยโลกจัดให้เป็นภัยคุกคามด้านสาธารณสุขระดับโลก แม้จะยังไม่พบการระบาดในวงกว้างเทียบเท่าโรคอื่น ๆ แต่ด้วยอัตราการเสียชีวิตที่สูง และการติดต่อจากสัตว์สู่คน ทำให้ไวรัสชนิดนี้ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด
เราจะพาคุณไปรู้จักไวรัสนิปาห์อย่างครบถ้วน ตั้งแต่แหล่งกำเนิด วิธีการแพร่เชื้อ อาการ การป้องกัน ไปจนถึงเหตุผลที่เราทุกคนไม่ควรมองข้ามภัยเงียบนี้

ไวรัสนิปาห์ คืออะไร?
ไวรัสนิปาห์ (Nipah virus) เป็นเชื้อไวรัสในกลุ่ม Henipavirus ซึ่งอยู่ในตระกูล Paramyxoviridae โดยมีค้างคาวผลไม้ (Fruit bats หรือ Flying foxes) เป็นแหล่งรังโรคตามธรรมชาติ
ไวรัสนี้ถูกค้นพบครั้งแรกในปี ค.ศ. 1998–1999 จากการระบาดในประเทศมาเลเซีย และมีชื่อเรียกตามหมู่บ้านSungai Nipah ซึ่งเป็นพื้นที่พบการระบาดครั้งแรก
จุดเด่นของไวรัสนิปาห์คือ
- เป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน (Zoonotic disease)
- สามารถติดต่อจากคนสู่คนได้
- มีอัตราการเสียชีวิตสูง (ประมาณ 40–75%)
ทำไมไวรัสนิปาห์จึงเป็นภัยเงียบ?
- ยังไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้างหลายคนยังไม่รู้จักโรคนี้ ทำให้ขาดการป้องกัน
- อาการคล้ายโรคทั่วไป ช่วงแรกอาจเหมือนไข้หวัด ทำให้วินิจฉัยล่าช้า
- อัตราการเสียชีวิตสูง แม้ติดเชื้อไม่มาก แต่รุนแรง
- มีโอกาสกลายเป็นโรคระบาดใหญ่ หากมีการกลายพันธุ์ อาจแพร่กระจายได้รวดเร็ว
แหล่งรังโรค และการแพร่เชื้อไวรัสนิปาห์
- สัตว์สู่คน แหล่งรังโรคหลัก คือ ค้างคาวผลไม้ ซึ่งมักแพร่เชื้อผ่าน น้ำลาย ปัสสาวะ อุจจาระ และการติดเชื้อในมนุษย์อาจเกิดจาก
- การกินผลไม้ที่ปนเปื้อนสารคัดหลั่งของค้างคาว
- การดื่มน้ำตาลสด (น้ำหวานจากต้นอินทผลัม) ที่ปนเปื้อน
- การสัมผัสสัตว์ติดเชื้อ เช่น สุกร
- คนสู่คน ไวรัสนิปาห์สามารถแพร่จากคนสู่คนได้ผ่าน
- สารคัดหลั่ง เช่น น้ำลาย เสมหะ
- การสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย
- การดูแลผู้ป่วยโดยไม่มีอุปกรณ์ป้องกัน
- ไวรัสนิปาห์เป็นโรคติดเชื้อที่มีลักษณะอาการหลากหลาย และพัฒนาเร็ว โดยผู้ป่วยอาจเริ่มจากอาการเล็กน้อยคล้ายไข้หวัด แต่สามารถลุกลามสู่ภาวะรุนแรงทางสมอง และระบบหายใจได้ภายในไม่กี่วัน ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้โรคนี้มีอัตราการเสียชีวิตสูง
อาการของโรคไวรัสนิปาห์
ระยะเริ่มต้น
ในช่วง 3–14 วันหลังได้รับเชื้อ ผู้ป่วยมักเริ่มมีอาการคล้ายโรคติดเชื้อทั่วไป ทำให้หลายคนอาจมองข้าม
- ไข้สูง มักเป็นอาการแรกของโรค อุณหภูมิร่างกายอาจสูงเกิน 38–39°C และไม่ลดลงง่าย
- ปวดศีรษะ มีอาการปวดตื้อหรือปวดหนักบริเวณศีรษะ ซึ่งอาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของการอักเสบในระบบประสาท
- อ่อนเพลีย (Fatigue) รู้สึกไม่มีแรง เหนื่อยง่าย แม้ไม่ได้ทำกิจกรรมหนัก
- ปวดกล้ามเนื้อ (Myalgia) คล้ายอาการไข้หวัดใหญ่ มีอาการปวดเมื่อยตามตัว
จุดสำคัญ ระยะนี้แยกจากไข้หวัดหรือไข้ไวรัสทั่วไปได้ยาก ทำให้การวินิจฉัยล่าช้า
ระยะรุนแรง
หลังจากระยะเริ่มต้นเพียงไม่กี่วัน อาการสามารถแย่ลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในระบบประสาท และระบบหายใจ
- เวียนศีรษะ และสับสน ผู้ป่วยอาจเริ่มมีอาการมึนงง สูญเสียการทรงตัว หรือสับสน
- ซึมลง / ระดับความรู้สึกตัวลดลง อาจตอบสนองช้าลง หรือไม่ตอบสนองต่อสิ่งเร้า
- หายใจลำบาก (Respiratory distress) เกิดจากการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ อาจต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ
- สมองอักเสบ (Encephalitis) เป็นอาการสำคัญ และอันตรายที่สุด ทำให้เกิด
- สมองบวม
- การทำงานของสมองผิดปกติ
- พฤติกรรมเปลี่ยนแปลง
- ผู้ป่วยบางรายอาจเข้าสู่ภาวะวิกฤตภายใน 24–48 ชั่วโมงหลังเริ่มมีอาการทางสมอง
ภาวะแทรกซ้อน
หากโรคลุกลามโดยไม่ได้รับการดูแลอย่างทันท่วงที อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง
- อาการชัก (Seizures) เกิดจากความผิดปกติของสมอง
- โคม่า (Coma) ผู้ป่วยหมดสติ ไม่สามารถตอบสนอง
- เสียชีวิตภายในไม่กี่วัน โดยเฉพาะในผู้ที่มีอาการสมองอักเสบรุนแรง
ผลกระทบระยะยาว
แม้ผู้ป่วยบางรายจะรอดชีวิต แต่อาจมีผลกระทบต่อระบบประสาทในระยะยาว เช่น
- ความจำเสื่อม
- สมาธิลดลง
- บุคลิกภาพเปลี่ยนแปลง
- การทำงานของสมองผิดปกติ
ในบางกรณี อาจเกิด สมองอักเสบซ้ำ (Relapse encephalitis) หลังจากหายป่วยไปแล้วหลายเดือนหรือหลายปี
ความรุนแรง และอัตราการเสียชีวิต
ไวรัสนิปาห์ถือเป็นหนึ่งในโรคติดเชื้อที่มีอัตราการเสียชีวิตสูง โดยอยู่ที่ประมาณ 40–75% ซึ่งขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น
- ความรวดเร็วในการวินิจฉัย
- คุณภาพของระบบสาธารณสุข
- การเข้าถึงการรักษาอย่างทันท่วงที
สาเหตุที่ทำให้อัตราการเสียชีวิตสูง
- ยังไม่มีวัคซีนใช้ทั่วไป ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนที่ใช้ในวงกว้างสำหรับป้องกันไวรัสนิปาห์
- ยังไม่มียาต้านไวรัสเฉพาะ การรักษายังคงเป็นแบบประคับประคอง (Supportive care)
- ทำลายระบบประสาทอย่างรุนแรง โดยเฉพาะภาวะสมองอักเสบ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิต

การวินิจฉัยโรคไวรัสนิปาห์
การวินิจฉัยโรคไวรัสนิปาห์มีความซับซ้อน และต้องอาศัยการตรวจทางห้องปฏิบัติการขั้นสูง เนื่องจากอาการในระยะแรกคล้ายโรคติดเชื้อทั่วไป เช่น ไข้หวัดหรือไข้ไวรัสอื่น ๆ ทำให้ไม่สามารถยืนยันโรคได้จากอาการเพียงอย่างเดียว
1. การประเมินเบื้องต้น (Clinical & Epidemiological Assessment) ก่อนเข้าสู่การตรวจทางแล็บ แพทย์จะพิจารณาจาก
- อาการทางคลินิก เช่น ไข้สูง ปวดศีรษะ ซึมลง หรืออาการทางระบบประสาท
- ประวัติเสี่ยง เช่น
- สัมผัสค้างคาวหรือสัตว์ป่วย
- รับประทานอาหารที่อาจปนเปื้อน
- เดินทางไปพื้นที่ที่มีการระบาด
หากมีทั้งอาการ + ความเสี่ยง จะถูกจัดเป็นผู้ป่วยต้องสงสัย และส่งตรวจยืนยัน
2. การตรวจทางห้องปฏิบัติการ (Laboratory Diagnosis)
- การตรวจ PCR (Polymerase Chain Reaction) เป็นวิธีหลัก และแม่นยำที่สุดในการวินิจฉัย ตรวจหาสารพันธุกรรม (RNA) ของไวรัสโดยตรง และใช้ตัวอย่างจาก
- เลือด
- น้ำไขสันหลัง
- น้ำลาย / สารคัดหลั่งทางเดินหายใจ
- สามารถตรวจพบเชื้อได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้นของโรค
- ข้อดี : รู้ผลเร็ว และมีความจำเพาะสูง
- ข้อจำกัด : ต้องใช้ห้องแล็บที่มีความพร้อมสูง
- การตรวจแอนติบอดี (Serology Test) ใช้ตรวจการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกัน
- ตรวจหา IgM → บ่งชี้การติดเชื้อระยะเฉียบพลัน
- ตรวจหา IgG → บ่งชี้การติดเชื้อในอดีต
- เหมาะสำหรับ
- การยืนยันย้อนหลัง
- การเฝ้าระวังโรคในประชากร
- ข้อจำกัด : ไม่เหมาะสำหรับวินิจฉัยระยะเริ่มต้น
- การแยกเชื้อไวรัส (Virus Isolation) เป็นการเพาะเชื้อไวรัสจากตัวอย่างผู้ป่วย ใช้เพื่อการวิจัย และยืนยันเชื้อแบบสมบูรณ์ ต้องใช้เทคนิคเฉพาะ และใช้เวลานาน
- ข้อสำคัญ : เป็นวิธีที่มีความเสี่ยงสูงต่อผู้ปฏิบัติงาน
3. ความปลอดภัยของห้องปฏิบัติการ (BSL-4)
การตรวจไวรัสนิปาห์ต้องดำเนินการในห้องปฏิบัติการระดับความปลอดภัยสูงสุด คือ BSL-4 (Biosafety Level 4) เนื่องจาก:
- เชื้อมีความรุนแรงสูง และอัตราการเสียชีวิตสูง
- สามารถแพร่ผ่านสารคัดหลั่งได้
- ยังไม่มีวัคซีนหรือยารักษาเฉพาะ
ห้องปฏิบัติการระดับนี้จะมี
- ระบบควบคุมอากาศพิเศษ
- ชุดป้องกันแรงดัน (Positive pressure suit)
- มาตรการป้องกันการรั่วไหลของเชื้ออย่างเข้มงวด
การรักษาไวรัสนิปาห์
ปัจจุบันยังไม่มียารักษาเฉพาะ สำหรับไวรัสนิปาห์ การรักษาจึงเน้นที่การดูแลแบบประคับประคอง (Supportive Care) เพื่อช่วยพยุงอาการ และลดความรุนแรงของโรค
- การรักษาตามอาการ (Supportive Care) เป็นแนวทางหลักในการดูแลผู้ป่วย
- ให้สารน้ำทางหลอดเลือด (IV fluids)
- ลดไข้ และบรรเทาอาการปวด
- ดูแลสมดุลของเกลือแร่
- เป้าหมาย: ป้องกันภาวะแทรกซ้อน และรักษาเสถียรภาพของร่างกาย
- การดูแลระบบหายใจ ผู้ป่วยจำนวนมากมีภาวะหายใจลำบาก
- ให้ออกซิเจน
- ใช้เครื่องช่วยหายใจในรายที่รุนแรง
- เฝ้าระวังภาวะปอดอักเสบ
- มีความสำคัญอย่างยิ่งในผู้ป่วยระยะวิกฤต
- การควบคุมอาการทางสมอง (Neurological Management) เนื่องจากไวรัสส่งผลต่อสมองโดยตรง
- ควบคุมอาการชัก
- ลดความดันในสมอง
- เฝ้าระวังระดับความรู้สึกตัว
- การดูแลส่วนนี้เป็นปัจจัยสำคัญต่อการรอดชีวิต
- แนวทางการรักษาที่ยังอยู่ในขั้นศึกษา ปัจจุบันมีการวิจัยยาหลายชนิด เช่น
- Ribavirin ยาต้านไวรัสที่เคยใช้ในการระบาดบางครั้ง อาจช่วยลดความรุนแรง แต่ผลลัพธ์ยังไม่ชัดเจน
- Monoclonal Antibodies เป็นแอนติบอดีสังเคราะห์ที่ออกแบบมาเพื่อต้านไวรัสโดยเฉพาะ มีแนวโน้มที่ดี แต่ยังอยู่ในระยะทดลองทางคลินิก
วิธีป้องกันไวรัสนิปาห์
ไวรัสนิปาห์เป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คนที่ยังไม่มีวัคซีน และยารักษาเฉพาะ ดังนั้นการป้องกัน จึงเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการลดความเสี่ยงของการติดเชื้อ โดยสามารถแบ่งแนวทางป้องกันออกเป็น 4 ด้านหลัก ดังนี้
- หลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์เสี่ยง ค้างคาวผลไม้ถือเป็นแหล่งรังโรคสำคัญของไวรัสนิปาห์ และสามารถแพร่เชื้อผ่านสารคัดหลั่ง เช่น น้ำลาย ปัสสาวะ หรืออุจจาระ
- ไม่จับหรือสัมผัสค้างคาว แม้ว่าจะดูไม่อันตราย แต่ค้างคาวอาจเป็นพาหะของเชื้อโดยไม่แสดงอาการ
- หลีกเลี่ยงสัตว์ป่วยหรือสัตว์ที่มีอาการผิดปกติ โดยเฉพาะสุกรหรือสัตว์เลี้ยงในฟาร์มที่อาจติดเชื้อ
- หลีกเลี่ยงพื้นที่ที่มีค้างคาวจำนวนมาก เช่น ถ้ำ หรือสวนผลไม้ที่มีร่องรอยการกินของค้างคาว
- แนวคิดสำคัญ: ลดโอกาสสัมผัสแหล่งเชื้อโดยตรง
- ระวังการบริโภคอาหาร อาหารเป็นหนึ่งในช่องทางสำคัญที่เชื้อสามารถเข้าสู่ร่างกาย
- ไม่กินผลไม้ที่ตกพื้น เพราะอาจปนเปื้อนน้ำลายหรือสารคัดหลั่งของค้างคาว
- ล้างผลไม้ให้สะอาดก่อนรับประทาน ควรล้างด้วยน้ำสะอาดหลายครั้ง หรือปอกเปลือกก่อนกิน
- หลีกเลี่ยงน้ำตาลสดดิบ (เช่น น้ำหวานจากต้นอินทผลัม) เนื่องจากมีโอกาสปนเปื้อนจากค้างคาวที่มากินน้ำหวาน
- แนวคิดสำคัญ:กินสุก สะอาด ปลอดภัย
- ป้องกันการติดเชื้อจากคนสู่คน ไวรัสนิปาห์สามารถแพร่จากคนสู่คนได้ โดยเฉพาะในผู้ดูแลหรือบุคลากรทางการแพทย์
- สวมหน้ากากอนามัย ลดความเสี่ยงจากละอองฝอย และสารคัดหลั่ง
- ล้างมือบ่อย ๆ ด้วยสบู่หรือแอลกอฮอล์เจล โดยเฉพาะหลังสัมผัสผู้ป่วย
- ใช้อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล (PPE) เช่น ถุงมือ หน้ากาก หรือชุดป้องกัน เมื่อดูแลผู้ป่วย
- หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดโดยไม่จำเป็น เช่น การใช้ของร่วมกัน หรือสัมผัสสารคัดหลั่ง
- แนวคิดสำคัญ:ป้องกันการแพร่เชื้อในครัวเรือน และสถานพยาบาล
- การควบคุมในระบบสาธารณสุข การควบคุมโรคในระดับชุมชน และประเทศมีความสำคัญอย่างมากในการป้องกันการระบาด
- แยกผู้ป่วย (Isolation) เพื่อลดการแพร่เชื้อไปยังผู้อื่น
- เฝ้าระวังโรค (Surveillance) ตรวจจับผู้ป่วยรายใหม่อย่างรวดเร็ว
- ติดตามผู้สัมผัส (Contact tracing) เพื่อตรวจสอบ และควบคุมการแพร่กระจายของโรค
- ให้ความรู้ประชาชน เพื่อสร้างความเข้าใจ และลดพฤติกรรมเสี่ยง
- แนวคิดสำคัญ:หยุดการแพร่เชื้อให้เร็วที่สุด
ทำไมควรเลือกบริการที่ ภูเก็ต เมดิคอล คลินิก
การเลือกคลินิกสุขภาพที่มีคุณภาพเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพราะไม่เพียงแต่เกี่ยวข้องกับการรักษาเมื่อเจ็บป่วย แต่ยังรวมถึงความปลอดภัย ความสะดวก และความมั่นใจในมาตรฐานการดูแลสุขภาพในระยะยาว ซึ่งภูเก็ต เมดิคอล คลินิก ถือเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ได้รับความนิยมทั้งในกลุ่มคนไทย และนักท่องเที่ยวต่างชาติ
- บริการทางการแพทย์ครบวงจรในที่เดียว ครอบคลุมตั้งแต่ตรวจรักษาโรคทั่วไป ตรวจสุขภาพ ตรวจเลือด วัคซีน ไปจนถึงการดูแลโรคเรื้อรัง และบริการเฉพาะทาง ช่วยลดความยุ่งยากในการเดินทางหลายแห่ง
- ทีมแพทย์ และบุคลากรมีประสบการณ์สูง ให้การดูแลโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ พร้อมคำแนะนำด้านสุขภาพที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล
- เครื่องมือ และเทคโนโลยีทันสมัย ใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ได้มาตรฐาน ช่วยให้การวินิจฉัยแม่นยำ และทราบผลตรวจได้รวดเร็ว
- สะดวก รวดเร็ว เปิดบริการทุกวัน รองรับทั้งผู้ที่ Walk-in และนัดหมายล่วงหน้า เหมาะกับทั้งคนพื้นที่ และนักท่องเที่ยว
- รองรับผู้ป่วยชาวต่างชาติ (International Friendly) มีเจ้าหน้าที่ และแพทย์ที่สื่อสารภาษาอังกฤษได้ ช่วยให้การรักษาเป็นไปอย่างราบรื่น
- มาตรฐานความสะอาด และความปลอดภัยสูง ให้ความสำคัญกับการควบคุมการติดเชื้อ และความสะอาดของสถานที่ และอุปกรณ์
- ดูแลสุขภาพแบบองค์รวม (Holistic Care) ไม่เพียงรักษาโรค แต่ยังเน้นการป้องกัน การส่งเสริมสุขภาพ และการดูแลระยะยาว
อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
ไวรัสนิปาห์เป็นโรคอุบัติใหม่ที่มีความอันตรายสูง แม้ปัจจุบันยังไม่แพร่ระบาดในวงกว้าง แต่มีศักยภาพที่จะพัฒนาไปสู่ปัญหาด้านสาธารณสุขระดับรุนแรงได้ในอนาคต การป้องกันจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด โดยควรหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง รักษาสุขอนามัยอย่างสม่ำเสมอ และติดตามข้อมูลข่าวสารด้านสุขภาพอย่างใกล้ชิด เพื่อให้สามารถรับมือกับสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที ความรู้ และความตระหนักรู้จึงเปรียบเสมือนเกราะป้องกันสำคัญในการลดความเสี่ยงจากภัยเงียบ อย่างไวรัสนิปาห์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ช่องทางการติดต่อ
สาขาลากูน่า
- ภูเก็ต เมดิคอล คลินิก สาขาลากูน่า ตั้งอยู่ที่ 58/1 ตำบลเชิงทะเล อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต 83100
- เปิดบริการทุกวัน จันทร์ – อาทิตย์ 09.00 – 22.00 น.
- สอบถามผ่าน Line id. @pmcphuket (มี @ ด้วยนะครับ)
- เบอร์โทรติดต่อ 096 236 2449
- แผนที่คลินิก https://maps.app.goo.gl/SXaeLrSU9Lx47YPH6
- จองคิวตรวจออนไลน์ https://pmclaguna.youcanbook.me
สาขาในเมือง
- ภูเก็ต เมดิคอล คลินิก สาขาเมืองภูเก็ต ตั้งอยู่ที่ 41/7-41/8 ตำบลตลาดเหนือ อำเภอเมืองภูเก็ต จ.ภูเก็ต 83000
- เปิดบริการทุกวัน จันทร์ – อาทิตย์ 09.00 – 20.00 น.
- สอบถามผ่าน Line id. @pmcphuket (มี @ ด้วยนะครับ)
- เบอร์โทรติดต่อ 096 228 2449
- แผนที่คลินิก https://maps.app.goo.gl/yeU9qNArGg3qdwZw9
- จองคิวตรวจออนไลน์ https://pmctown.youcanbook.me
สาขาหอนาฬิกา
- ภูเก็ต เมดิคอล คลินิก สาขาหอนาฬิกา ตั้งอยู่ที่ 206/8 ถ. ภูเก็ต ต.ตลาดใหญ่ อำเภอเมืองภูเก็ต ภูเก็ต 83000
- เปิดบริการทุกวัน จันทร์ – อาทิตย์ 12.00 – 20.00น. (ช่วงเเรก)
- สอบถามผ่าน Line id. @pmcphuket (มี @ ด้วยนะครับ)
- เบอร์โทรติดต่อ 096 696 2449
- แผนที่คลินิก https://maps.app.goo.gl/svPvTabmmD1DHe9v9
- จองคิวตรวจออนไลน์ https://phuketmedicalclinic.youcanbook.me
เอกสารอ้างอิง
- World Health Organization (WHO). Nipah virus. Comprehensive information on transmission, symptoms, and prevention. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/nipah-virus
- Centers for Disease Control and Prevention (CDC). Nipah Virus (NiV). Detailed overview of epidemiology and prevention. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.cdc.gov/vhf/nipah
- National Institute of Allergy and Infectious Diseases (NIAID). Nipah Virus. Research and clinical information. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.niaid.nih.gov/diseases-conditions/nipah-virus
- กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. โรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์. ข้อมูลเกี่ยวกับการเฝ้าระวังและป้องกันโรคในประเทศไทย. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://ddc.moph.go.th
- องค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย. ข้อมูลโรคอุบัติใหม่และโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.who.int/thailand
