ไวรัสตับอักเสบบี (Hepatitis B Virus: HBV) และไวรัสตับอักเสบซี (Hepatitis C Virus: HCV) เป็นเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดการอักเสบของตับ ซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญที่ทำหน้าที่กำจัดสารพิษ สร้างโปรตีนที่จำเป็น ผลิตน้ำดี และช่วยควบคุมการเผาผลาญสารอาหารในร่างกาย เมื่อไวรัสเข้าสู่ร่างกายจะเข้าไปเพิ่มจำนวนในเซลล์ตับ ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันตอบสนองและเกิดการอักเสบ หากการอักเสบดำเนินต่อเนื่องเป็นเวลานาน อาจส่งผลให้เนื้อตับถูกทำลายอย่างถาวร
แม้ไวรัสทั้งสองชนิดจะส่งผลต่ออวัยวะเดียวกัน แต่มีลักษณะการติดต่อ การดำเนินโรค และแนวทางการป้องกันรักษาที่แตกต่างกัน การทำความเข้าใจความแตกต่างเหล่านี้จะช่วยให้สามารถป้องกัน และเข้ารับการตรวจคัดกรองได้อย่างเหมาะสม

ไวรัสตับอักเสบบี (HBV)
ไวรัสตับอักเสบบีเป็นเชื้อไวรัสที่ติดต่อได้ง่ายผ่านเลือด และสารคัดหลั่งของผู้ติดเชื้อ เช่น น้ำอสุจิ สารคัดหลั่งในช่องคลอด รวมถึงการถ่ายทอดจากมารดาสู่ทารกในระหว่างการคลอด นอกจากนี้ยังสามารถติดต่อผ่านการใช้เข็มฉีดยา อุปกรณ์สัก เจาะร่างกาย หรือของมีคมที่ปนเปื้อนเลือดร่วมกัน
หลังได้รับเชื้อ บางคนอาจเกิดการติดเชื้อแบบเฉียบพลัน และหายได้เองจากการสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกาย แต่ในบางราย โดยเฉพาะผู้ที่ได้รับเชื้อตั้งแต่วัยทารกหรือเด็กเล็ก เชื้ออาจคงอยู่ในร่างกาย และกลายเป็นการติดเชื้อเรื้อรัง ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคตับแข็ง และมะเร็งตับในอนาคต
ข้อดีที่สำคัญคือ ไวรัสตับอักเสบบีสามารถป้องกันได้ด้วยวัคซีน ซึ่งเป็นหนึ่งในมาตรการที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการลดจำนวนผู้ติดเชื้อ และลดอัตราการเกิดโรคมะเร็งตับทั่วโลก
ไวรัสตับอักเสบซี (HCV)
ไวรัสตับอักเสบซีเป็นเชื้อไวรัสที่ติดต่อผ่านเลือดเป็นหลัก โดยมักพบจากการใช้เข็มหรืออุปกรณ์ที่ปนเปื้อนเลือดร่วมกัน การรับเลือดหรือผลิตภัณฑ์เลือดที่ไม่ได้มาตรฐานในอดีต รวมถึงการใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์หรืออุปกรณ์สัก และเจาะร่างกายที่ไม่ได้ผ่านการฆ่าเชื้ออย่างเหมาะสม
การติดต่อผ่านเพศสัมพันธ์สามารถเกิดขึ้นได้ แต่พบได้น้อยกว่าไวรัสตับอักเสบบี อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นในผู้ที่มีโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ร่วม ผู้ที่มีบาดแผลบริเวณอวัยวะเพศ หรือผู้ที่มีพฤติกรรมทางเพศที่ทำให้เกิดการสัมผัสเลือด
ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนสำหรับป้องกันไวรัสตับอักเสบซี แต่ข่าวดีคือ สามารถรักษาให้หายขาดได้ในผู้ป่วยส่วนใหญ่ ด้วยยาต้านไวรัสชนิดออกฤทธิ์ตรง (Direct-Acting Antivirals: DAAs) หากได้รับการวินิจฉัย และเริ่มรักษาอย่างเหมาะสม
โรคที่มักไม่แสดงอาการในระยะแรก
หนึ่งในความท้าทายของไวรัสตับอักเสบบี และซี คือผู้ติดเชื้อจำนวนมากแทบไม่มีอาการผิดปกติในช่วงแรก บางคนใช้ชีวิตได้ตามปกติเป็นเวลาหลายปีโดยไม่รู้ว่าตนเองติดเชื้อ จนกระทั่งเกิดความเสียหายของตับอย่างมากแล้วจึงเริ่มมีอาการ เช่น อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ตัวเหลือง ตาเหลือง หรือท้องบวมจากโรคตับแข็ง
ด้วยเหตุนี้ โรคไวรัสตับอักเสบบี และซีจึงมักถูกเรียกว่า โรคเงียบของตับ (Silent Liver Disease) เพราะผู้ป่วยอาจไม่มีสัญญาณเตือนจนกว่าโรคจะเข้าสู่ระยะรุนแรง
ภาวะแทรกซ้อนหากไม่ได้รับการรักษา
หากปล่อยให้เชื้อไวรัสอยู่ในร่างกายโดยไม่ได้รับการติดตามหรือรักษา การอักเสบของตับจะดำเนินต่อเนื่อง ส่งผลให้เซลล์ตับถูกทำลาย และเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง ได้แก่
- ตับอักเสบเรื้อรัง (Chronic Hepatitis) การอักเสบของตับที่ดำเนินต่อเนื่องนานกว่า 6 เดือน
- พังผืดในตับ (Liver Fibrosis) เกิดจากการสะสมของเนื้อเยื่อแผลเป็นในตับ ทำให้การทำงานของตับลดลง
- โรคตับแข็ง (Cirrhosis) ตับถูกทำลายอย่างถาวร ส่งผลต่อการทำงานของตับ และอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ เช่น น้ำในช่องท้อง เลือดออกในทางเดินอาหาร หรือสมองจากโรคตับ
- ภาวะตับวาย (Liver Failure) ตับไม่สามารถทำหน้าที่ได้เพียงพอ ซึ่งเป็นภาวะที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต
- มะเร็งตับ (Hepatocellular Carcinoma: HCC) ผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี และซีเรื้อรังมีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไป โดยเฉพาะหากมีโรคตับแข็งร่วมด้วย
ทำไมการตรวจคัดกรองจึงมีความสำคัญ
องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่าไวรัสตับอักเสบบี และไวรัสตับอักเสบซีเป็นสาเหตุสำคัญของโรคตับเรื้อรัง และมะเร็งตับทั่วโลก และยังมีผู้ติดเชื้อจำนวนมากที่ไม่ทราบว่าตนเองมีเชื้อ เนื่องจากโรคมักไม่แสดงอาการในระยะเริ่มต้น
การตรวจคัดกรองจึงมีบทบาทสำคัญในการค้นหาผู้ติดเชื้อก่อนเกิดภาวะแทรกซ้อน ช่วยให้สามารถเข้ารับการรักษา ติดตามอาการ และวางแผนการดูแลสุขภาพได้อย่างเหมาะสม อีกทั้งยังช่วยลดการแพร่กระจายของเชื้อไปยังบุคคลอื่น และสนับสนุนเป้าหมายขององค์การอนามัยโลกในการลดภาระโรคไวรัสตับอักเสบในระดับโลก

ทำไมผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี และซีจำนวนมากจึงไม่รู้ตัว
หนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้โรคไวรัสตับอักเสบบี (HBV) และไวรัสตับอักเสบซี (HCV) ยังคงเป็นปัญหาสาธารณสุขทั่วโลก คือ ผู้ติดเชื้อจำนวนมากไม่ทราบว่าตนเองมีเชื้ออยู่ในร่างกาย เนื่องจากโรคในระยะเริ่มต้นมักไม่แสดงอาการ หรือมีอาการเพียงเล็กน้อยจนสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ ทำให้หลายคนไม่ได้เข้ารับการตรวจคัดกรอง และไม่ได้รับการวินิจฉัยตั้งแต่เนิ่น ๆ
ไวรัสทั้งสองชนิดสามารถเพิ่มจำนวนภายในเซลล์ตับ และก่อให้เกิดการอักเสบอย่างช้า ๆ โดยผู้ติดเชื้ออาจไม่มีอาการผิดปกติเป็นเวลาหลายปี หรือในบางรายอาจนานกว่า 10–20 ปี ระหว่างนี้เชื้อยังคงทำลายเซลล์ตับอย่างต่อเนื่อง จนเกิดพังผืดในตับ โรคตับแข็ง หรือมะเร็งตับโดยที่ผู้ป่วยไม่รู้ตัว จึงทำให้โรคนี้ได้รับการขนานนามว่าเป็น โรคเงียบของตับ (Silent Liver Disease)
เหตุใดโรคจึงไม่แสดงอาการในระยะแรก
ตับเป็นอวัยวะที่มีความสามารถในการซ่อมแซมตัวเอง และยังสามารถทำงานได้แม้เซลล์ตับจะได้รับความเสียหายไปบางส่วน ดังนั้นในช่วงแรกของการติดเชื้อ ร่างกายจึงมักไม่แสดงอาการผิดปกติที่ชัดเจน ผู้ติดเชื้อจำนวนมากยังสามารถทำงาน ออกกำลังกาย หรือใช้ชีวิตประจำวันได้เหมือนเดิม ทำให้เข้าใจว่าตนเองมีสุขภาพแข็งแรง
นอกจากนี้ อาการที่เกิดขึ้นในระยะแรก เช่น ความอ่อนเพลีย หรือเบื่ออาหาร เป็นอาการที่พบได้ในหลายโรค และไม่จำเพาะต่อโรคไวรัสตับอักเสบ จึงมักถูกมองข้ามหรือเข้าใจว่าเกิดจากการพักผ่อนไม่เพียงพอ ความเครียด หรือการทำงานหนัก
อาการที่อาจพบเมื่อโรคเริ่มรุนแรง
เมื่อการอักเสบของตับดำเนินต่อเนื่องเป็นเวลานาน และเซลล์ตับถูกทำลายมากขึ้น ผู้ป่วยจึงอาจเริ่มมีอาการที่สังเกตได้ เช่น
- อ่อนเพลียเรื้อรัง รู้สึกเหนื่อยง่าย ไม่มีแรง แม้พักผ่อนเพียงพอ
- เบื่ออาหาร รับประทานอาหารได้น้อยลงหรือรู้สึกไม่อยากอาหาร
- น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ แม้ไม่ได้ควบคุมอาหารหรือออกกำลังกายเพิ่ม
- ตัวเหลือง ตาเหลือง (ดีซ่าน) เกิดจากการที่ตับไม่สามารถกำจัดสารบิลิรูบินได้ตามปกติ
- ปวดหรือแน่นบริเวณชายโครงด้านขวา ซึ่งเป็นตำแหน่งของตับ อาจเกิดจากการอักเสบหรือการขยายตัวของตับ
- ท้องบวมจากการมีน้ำในช่องท้อง ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนของโรคตับแข็งระยะลุกลาม
- ขาบวมหรือเท้าบวม จากการทำงานของตับที่ลดลง
- เลือดออกง่ายหรือฟกช้ำง่าย เนื่องจากตับสร้างโปรตีนที่ช่วยในการแข็งตัวของเลือดได้น้อยลง
อย่างไรก็ตาม อาการเหล่านี้มักเกิดขึ้นเมื่อโรคดำเนินไปค่อนข้างมากแล้ว และในบางรายอาจตรวจพบโรคครั้งแรกเมื่อเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น โรคตับแข็งหรือมะเร็งตับ
ความเสียหายของตับอาจเกิดขึ้นนานก่อนมีอาการ
สิ่งที่น่ากังวลคือ แม้ผู้ติดเชื้อจะไม่มีอาการ แต่ไวรัสยังสามารถทำลายเซลล์ตับอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดการสะสมของพังผืด (Fibrosis) เมื่อพังผืดเพิ่มมากขึ้น ตับจะสูญเสียความสามารถในการทำงาน และพัฒนาไปสู่โรคตับแข็ง (Cirrhosis) ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะตับวาย และมะเร็งตับ
ด้วยเหตุนี้ ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยจึงได้รับการวินิจฉัยเมื่อโรคเข้าสู่ระยะที่รักษาได้ยากกว่าระยะเริ่มต้น ทั้งที่หากตรวจพบตั้งแต่เนิ่น ๆ จะสามารถติดตามอาการ ดูแลรักษา และลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การตรวจคัดกรองจึงสำคัญ แม้ไม่มีอาการ
การไม่มีอาการ ไม่ได้หมายความว่าไม่มีการติดเชื้อ โดยเฉพาะในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง เช่น เคยมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน ใช้เข็มหรือของมีคมร่วมกับผู้อื่น เคยได้รับเลือดในอดีต หรือมีสมาชิกในครอบครัวติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี
การตรวจคัดกรองด้วยการตรวจเลือดเป็นวิธีที่ช่วยค้นหาการติดเชื้อได้ตั้งแต่ระยะที่ยังไม่มีอาการ ทำให้สามารถวางแผนการดูแลสุขภาพ รับการรักษาเมื่อจำเป็น ลดความเสี่ยงต่อโรคตับแข็ง และมะเร็งตับ รวมถึงลดการแพร่กระจายของเชื้อไปยังบุคคลอื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ไวรัสตับอักเสบบี และซี ติดต่อได้อย่างไร?
แม้ไวรัสตับอักเสบบี (Hepatitis B Virus: HBV) และไวรัสตับอักเสบซี (Hepatitis C Virus: HCV) จะเป็นเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดการอักเสบของตับเหมือนกัน แต่ ช่องทางการติดต่อ และระดับความเสี่ยงของการแพร่เชื้อมีความแตกต่างกัน การทำความเข้าใจวิธีการติดต่อของโรคจะช่วยให้สามารถป้องกันตนเอง และลดโอกาสการแพร่กระจายของเชื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ
โดยทั่วไป ไวรัสทั้งสองชนิด ไม่ติดต่อผ่านการรับประทานอาหารร่วมกัน การกอด การจับมือ การไอ จาม หรือการใช้ห้องน้ำร่วมกัน ดังนั้นจึงไม่ควรตีตราหรือเลือกปฏิบัติต่อผู้ติดเชื้อ
การติดต่อของไวรัสตับอักเสบบี (HBV)
ไวรัสตับอักเสบบีเป็นเชื้อที่สามารถติดต่อได้ง่ายกว่าหลายคนคิด เนื่องจากพบได้ทั้งในเลือดและสารคัดหลั่งของผู้ติดเชื้อ เช่น น้ำอสุจิ สารคัดหลั่งในช่องคลอด และสารคัดหลั่งจากบาดแผล
ช่องทางการติดต่อที่สำคัญ ได้แก่
1. การสัมผัสเลือดที่มีเชื้อ เป็นช่องทางการติดเชื้อที่พบได้บ่อย เช่น
- ใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน
- ถูกเข็มตำจากผู้ติดเชื้อ
- ใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ไม่ได้ผ่านการฆ่าเชื้ออย่างเหมาะสม
- รับเลือดหรือผลิตภัณฑ์เลือดที่ไม่ได้มาตรฐาน (ปัจจุบันพบได้น้อยมาก เนื่องจากมีการคัดกรองเลือดอย่างเข้มงวด)
2. การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน ไวรัสตับอักเสบบีสามารถติดต่อผ่านการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ติดเชื้อได้ ทั้งทางช่องคลอด ทางทวารหนัก และทางปาก โดยเฉพาะหากไม่ได้ใช้ถุงยางอนามัย หรือมีบาดแผลบริเวณอวัยวะเพศ ซึ่งทำให้เชื้อเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายขึ้น
3. การถ่ายทอดจากแม่สู่ลูก หญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีสามารถถ่ายทอดเชื้อไปยังทารกได้ในระหว่างการคลอด หากไม่ได้รับการป้องกันอย่างเหมาะสม ทารกมีโอกาสสูงที่จะกลายเป็นผู้ติดเชื้อเรื้อรัง ดังนั้นหญิงตั้งครรภ์ทุกคนจึงควรได้รับการตรวจคัดกรองไวรัสตับอักเสบบีตามแนวทางการฝากครรภ์
4. การใช้ของมีคมร่วมกัน มของใช้ส่วนตัวที่อาจมีเลือดปนเปื้อน เช่น
- มีดโกน
- กรรไกรตัดเล็บ
- แปรงสีฟัน
- อุปกรณ์สัก
- อุปกรณ์เจาะร่างกาย
หากใช้ร่วมกับผู้ติดเชื้อโดยไม่ได้ทำความสะอาดหรือฆ่าเชื้ออย่างถูกต้อง ก็อาจเป็นช่องทางในการรับเชื้อได้
การติดต่อของไวรัสตับอักเสบซี (HCV)
ไวรัสตับอักเสบซีติดต่อ ผ่านเลือดเป็นหลัก โดยมีประสิทธิภาพในการแพร่เชื้อเมื่อมีการสัมผัสเลือดที่มีเชื้อเข้าสู่กระแสเลือดของอีกบุคคลหนึ่ง ช่องทางการติดต่อที่สำคัญ ได้แก่
1. การใช้เข็มหรืออุปกรณ์ฉีดยาร่วมกัน เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุดของการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี ไม่ว่าจะเป็นการใช้เข็มฉีดยา เข็มสัก หรืออุปกรณ์ที่สัมผัสเลือดร่วมกัน
2. การใช้อุปกรณ์ที่ปนเปื้อนเลือด เช่น
- อุปกรณ์สัก
- อุปกรณ์เจาะร่างกาย
- อุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ไม่ได้มาตรฐาน
- ของมีคมที่มีเลือดปนเปื้อน
หากอุปกรณ์เหล่านี้ไม่ได้ผ่านการฆ่าเชื้ออย่างถูกต้อง ก็อาจทำให้เกิดการแพร่เชื้อได้
3. การรับเลือดหรือการปลูกถ่ายอวัยวะในอดีตท ผู้ที่เคยได้รับเลือดหรือปลูกถ่ายอวัยวะก่อนที่ประเทศไทย และหลายประเทศจะมีระบบคัดกรองเชื้อไวรัสตับอักเสบซีอย่างเข้มงวด อาจมีความเสี่ยงได้รับเชื้อโดยไม่รู้ตัว จึงควรพิจารณาเข้ารับการตรวจคัดกรอง
4. การมีเพศสัมพันธ์ แม้ไวรัสตับอักเสบซีจะสามารถติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ แต่ โอกาสเกิดการติดเชื้อจากการมีเพศสัมพันธ์เพียงอย่างเดียวถือว่าต่ำกว่าไวรัสตับอักเสบบี อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นในบางสถานการณ์ เช่น
- มีโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ร่วม
- มีบาดแผลหรือเลือดออกระหว่างมีเพศสัมพันธ์
- มีคู่นอนหลายคน
- มีเพศสัมพันธ์ที่ทำให้เกิดการบาดเจ็บของเยื่อบุ
- ผู้ติดเชื้อเอชไอวี (HIV) ร่วมกับไวรัสตับอักเสบซี
สิ่งที่ไม่ทำให้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี และซี
หลายคนยังกังวลว่าจะติดเชื้อจากการใช้ชีวิตประจำวันร่วมกับผู้ติดเชื้อ แต่ในความเป็นจริง ไวรัสตับอักเสบบี และซีไม่แพร่กระจายผ่านการสัมผัสทั่วไป ได้แก่
- การจับมือ
- การกอด
- การพูดคุย
- การไอหรือจาม
- การรับประทานอาหารร่วมกัน
- การใช้ช้อนหรือแก้วน้ำร่วมกัน
- การใช้ห้องน้ำร่วมกัน
- การว่ายน้ำในสระเดียวกัน
- การถูกยุงกัด
การทำความเข้าใจข้อมูลที่ถูกต้องจะช่วยลดความเข้าใจผิด ลดการตีตราผู้ติดเชื้อ และส่งเสริมให้ผู้ที่มีความเสี่ยงเข้ารับการตรวจคัดกรองโดยไม่รู้สึกกังวลหรืออับอาย
ใครบ้างที่ควรตรวจไวรัสตับอักเสบบี และซี?
แม้ว่าทุกคนสามารถเข้ารับการตรวจได้ แต่มีบางกลุ่มที่ควรได้รับการตรวจเป็นพิเศษ ได้แก่
- ผู้ที่ไม่เคยตรวจมาก่อน หลายคนไม่ทราบว่าตนเองเคยได้รับเชื้อหรือไม่ หรือเคยได้รับวัคซีนครบหรือไม่
- หญิงตั้งครรภ์ การตรวจช่วยลดโอกาสการถ่ายทอดเชื้อจากแม่สู่ลูก โดยเฉพาะไวรัสตับอักเสบบี
- ผู้ที่มีคู่นอนหลายคน การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกันเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ HBV และในบางกรณีของ HCV
- ผู้ที่เคยใช้เข็มหรืออุปกรณ์ร่วมกัน เช่น
- เข็มฉีดยา
- อุปกรณ์สัก
- เจาะร่างกาย
- อุปกรณ์ที่อาจปนเปื้อนเลือด
- บุคลากรทางการแพทย์ มีโอกาสสัมผัสเลือด และสารคัดหลั่งจากผู้ป่วย
- ผู้ที่อาศัยร่วมกับผู้ติดเชื้อ ควรได้รับการตรวจ และประเมินการได้รับวัคซีน
- ผู้ติดเชื้อ HIV แนวทางการดูแลแนะนำให้ตรวจไวรัสตับอักเสบบี และซี เนื่องจากอาจพบการติดเชื้อร่วมได้
- ผู้ที่มีค่าการทำงานของตับผิดปกติ แม้ไม่มีอาการก็ควรหาสาเหตุเพิ่มเติม

ไม่ป่วยก็ตรวจได้ และควรตรวจ
หลายคนมักเข้าใจว่า การตรวจสุขภาพหรือการตรวจหาโรคมีไว้สำหรับคนที่มีอาการป่วยเท่านั้น แต่สำหรับโรคไวรัสตับอักเสบบี (HBV) และไวรัสตับอักเสบซี (HCV) ความเชื่อนี้อาจทำให้พลาดโอกาสสำคัญในการค้นพบโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้น
ความจริงแล้ว การตรวจคัดกรองไวรัสตับอักเสบบี และซีไม่ได้มีไว้เฉพาะผู้ที่มีอาการผิดปกติ แต่มีเป้าหมายเพื่อค้นหาผู้ที่ติดเชื้อโดยยังไม่แสดงอาการ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่การดูแลรักษา และการป้องกันภาวะแทรกซ้อนสามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด
เนื่องจากไวรัสทั้งสองชนิดสามารถอยู่ในร่างกายได้นานหลายปีโดยไม่ก่อให้เกิดอาการ ผู้ติดเชื้อจำนวนมากจึงไม่ทราบว่าตนเองมีเชื้อ จนกระทั่งเกิดความเสียหายของตับในระดับรุนแรง เช่น โรคตับแข็งหรือมะเร็งตับ การตรวจคัดกรองจึงเป็นวิธีที่ช่วยให้ทราบสถานะการติดเชื้อได้ก่อนที่โรคจะลุกลาม
เหตุใดจึงควรตรวจ แม้ไม่มีอาการ
การตรวจคัดกรองตั้งแต่ยังไม่มีอาการมีประโยชน์มากกว่าการรอให้เกิดอาการผิดปกติ เพราะช่วยให้สามารถดูแลสุขภาพได้อย่างเหมาะสมตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ทั้งในด้านการรักษา การป้องกันการแพร่เชื้อ และการลดความเสี่ยงของโรคในอนาคต
นอกจากนี้ ผู้ที่ไม่มีอาการก็อาจเป็นพาหะของไวรัส และสามารถแพร่เชื้อให้ผู้อื่นได้โดยไม่รู้ตัว การตรวจจึงเป็นการดูแลทั้งสุขภาพของตนเอง และคนรอบข้างไปพร้อมกัน
ประโยชน์ของการตรวจคัดกรองไวรัสตับอักเสบบี และซี
1. รู้สถานะสุขภาพของตนเอง การตรวจเลือดช่วยให้ทราบว่าปัจจุบัน
- มีการติดเชื้อหรือไม่
- เคยติดเชื้อมาก่อนหรือไม่
- มีภูมิคุ้มกันต่อไวรัสตับอักเสบบีหรือไม่
- จำเป็นต้องได้รับวัคซีนเพิ่มเติมหรือไม่
การรู้ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้สามารถวางแผนการดูแลสุขภาพได้อย่างเหมาะสม และลดความกังวลจากการไม่ทราบสถานะของตนเอง
2. วางแผนการรักษา และการติดตามอาการได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น หากตรวจพบการติดเชื้อ แพทย์สามารถประเมินเพิ่มเติม เช่น การทำงานของตับ ปริมาณไวรัส และระดับความเสียหายของตับ เพื่อพิจารณาแนวทางการรักษาหรือการติดตามอาการที่เหมาะสม ในกรณีของไวรัสตับอักเสบซี การรักษาด้วยยาต้านไวรัสในปัจจุบันสามารถทำให้ผู้ป่วยส่วนใหญ่หายจากการติดเชื้อได้ ขณะที่ผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีสามารถได้รับการติดตาม และรักษาเพื่อลดการอักเสบของตับ และลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน
3. ลดความเสี่ยงของโรคตับแข็ง การอักเสบของตับที่เกิดขึ้นเป็นเวลานานอาจทำให้เกิดพังผืดในตับ และพัฒนาเป็นโรคตับแข็งได้ การตรวจพบโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้นช่วยให้แพทย์สามารถติดตามแ ละดูแลผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดโอกาสเกิดความเสียหายของตับในระยะยาว
4. ลดความเสี่ยงของมะเร็งตับ ผู้ที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีหรือซีเรื้อรังมีความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งตับมากกว่าคนทั่วไป โดยเฉพาะหากมีโรคตับแข็งร่วมด้วย การตรวจพบเชื้อตั้งแต่เนิ่น ๆ ทำให้สามารถวางแผนการรักษา และติดตามสุขภาพตับอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งช่วยลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง และเพิ่มโอกาสในการตรวจพบมะเร็งตับในระยะเริ่มต้น หากเกิดขึ้น
5. ลดโอกาสการแพร่เชื้อให้คนในครอบครัว และคู่นอน ผู้ติดเชื้อบางรายไม่มีอาการ และไม่ทราบว่าตนเองมีเชื้อ จึงอาจแพร่เชื้อให้คู่สมรส คู่นอน หรือสมาชิกในครอบครัวผ่านการสัมผัสเลือดหรือสารคัดหลั่งโดยไม่ตั้งใจ เมื่อทราบผลการตรวจ ผู้ติดเชื้อจะสามารถปฏิบัติตัวเพื่อลดการแพร่เชื้อได้ เช่น
- ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งเมื่อมีเพศสัมพันธ์
- ไม่ใช้ของมีคมหรือของใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น
- แนะนำให้สมาชิกในครอบครัวเข้ารับการตรวจหรือรับวัคซีนเมื่อมีข้อบ่งชี้
6. ประเมินความจำเป็นในการฉีดวัคซีนไวรัสตับอักเสบบี การตรวจเลือดบางรายการสามารถบอกได้ว่าร่างกายมีภูมิคุ้มกันต่อไวรัสตับอักเสบบีหรือไม่ หากยังไม่มีภูมิคุ้มกัน และไม่เคยติดเชื้อ แพทย์อาจแนะนำให้รับวัคซีนเพื่อป้องกันโรค ซึ่งเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการลดความเสี่ยงของการติดเชื้อในอนาคต

การตรวจไวรัสตับอักเสบบี และซี ทำอย่างไร?
การตรวจคัดกรองไวรัสตับอักเสบบี (HBV) และไวรัสตับอักเสบซี (HCV) เป็นการตรวจเลือดที่ช่วยค้นหาการติดเชื้อได้ตั้งแต่ระยะที่ยังไม่มีอาการ จึงเป็นวิธีสำคัญในการวินิจฉัยโรคตั้งแต่เนิ่น ๆ และช่วยให้แพทย์สามารถวางแผนการดูแลรักษาได้อย่างเหมาะสม
โดยทั่วไป การตรวจไม่ซับซ้อน ใช้เพียงตัวอย่างเลือดจากหลอดเลือดดำบริเวณแขน ใช้เวลาเจาะเลือดเพียงไม่กี่นาที และส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องงดน้ำหรืออาหาร เว้นแต่จะมีการตรวจสุขภาพรายการอื่นร่วมด้วยที่ต้องงดอาหารตามคำแนะนำของแพทย์
การตรวจแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่ การตรวจไวรัสตับอักเสบบี และการตรวจไวรัสตับอักเสบซี ซึ่งมีวัตถุประสงค์และการแปลผลแตกต่างกัน
การตรวจไวรัสตับอักเสบบี (HBV)
การตรวจไวรัสตับอักเสบบีไม่ได้มีเพียงรายการเดียว แต่แพทย์จะเลือกตรวจตามวัตถุประสงค์ เช่น การค้นหาการติดเชื้อ การประเมินภูมิคุ้มกัน หรือการพิจารณาว่าควรได้รับวัคซีนหรือไม่
การตรวจที่ใช้บ่อย ได้แก่
1. HBsAg (Hepatitis B Surface Antigen) HBsAg เป็นการตรวจเพื่อค้นหา เชื้อไวรัสตับอักเสบบีในร่างกาย หากผลตรวจเป็นบวก หมายความว่ามีการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ซึ่งอาจเป็นการติดเชื้อระยะเฉียบพลันหรือเรื้อรัง แพทย์จะพิจารณาตรวจเพิ่มเติมเพื่อประเมินระยะของโรค และความจำเป็นในการรักษา
การตรวจ HBsAg จึงถือเป็นการตรวจพื้นฐานที่ใช้ในการคัดกรองผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี
2. Anti-HBs (Hepatitis B Surface Antibody) การตรวจ Anti-HBs ใช้ประเมินว่า ร่างกายมีภูมิคุ้มกันต่อไวรัสตับอักเสบบีหรือไม่
หากผลตรวจเป็นบวก อาจหมายถึง
- เคยได้รับวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี และมีภูมิคุ้มกัน
- เคยติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีในอดีต และหายแล้วจนเกิดภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติ
ผลตรวจนี้มีประโยชน์ในการประเมินว่าบุคคลนั้นจำเป็นต้องรับวัคซีนเพิ่มเติมหรือไม่ โดยเฉพาะในผู้ที่มีความเสี่ยง เช่น บุคลากรทางการแพทย์ หรือผู้ที่อาศัยร่วมกับผู้ติดเชื้อ
3. Anti-HBc (Hepatitis B Core Antibody) Anti-HBc เป็นการตรวจหาภูมิคุ้มกันที่เกิดจาก การเคยสัมผัสเชื้อไวรัสตับอักเสบบี
การตรวจนี้ช่วยให้แพทย์ทราบว่า
- เคยติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีมาก่อนหรือไม่
- เป็นการติดเชื้อในอดีตหรือกำลังมีการติดเชื้ออยู่
เนื่องจากผู้ที่ได้รับวัคซีนเพียงอย่างเดียวจะไม่พบ Anti-HBc ดังนั้นผลตรวจนี้จึงช่วยแยกความแตกต่างระหว่างผู้ที่มีภูมิคุ้มกันจากวัคซีนกับผู้ที่เคยติดเชื้อจริง
อาจมีการตรวจเพิ่มเติมในบางกรณี
หากตรวจพบการติดเชื้อ แพทย์อาจพิจารณาตรวจเพิ่มเติม เช่น
- HBeAg และ Anti-HBe เพื่อประเมินการแบ่งตัวของไวรัส และโอกาสในการแพร่เชื้อ
- HBV DNA เพื่อวัดปริมาณไวรัสในเลือด ซึ่งมีความสำคัญในการพิจารณาการรักษา และติดตามผล
- การตรวจการทำงานของตับ (Liver Function Tests) เช่น ALT และ AST เพื่อประเมินการอักเสบของตับ
- การตรวจอัลตราซาวนด์หรือการประเมินพังผืดในตับ หากสงสัยโรคตับเรื้อรัง
การตรวจไวรัสตับอักเสบซี (HCV)
การตรวจไวรัสตับอักเสบซีมักเริ่มจากการค้นหาภูมิคุ้มกันต่อเชื้อก่อน หากพบความผิดปกติจึงตรวจเพิ่มเติมเพื่อยืนยันการติดเชื้อ
1. Anti-HCV (Hepatitis C Antibody) Anti-HCV เป็นการตรวจคัดกรองเบื้องต้น เพื่อดูว่าร่างกายเคยสัมผัสกับไวรัสตับอักเสบซีหรือไม่
หากผลตรวจเป็นลบ โดยทั่วไปหมายถึงไม่พบหลักฐานการติดเชื้อ อย่างไรก็ตาม หากเพิ่งได้รับเชื้อในช่วงระยะเวลาไม่นาน อาจจำเป็นต้องตรวจซ้ำตามคำแนะนำของแพทย์ เนื่องจากร่างกายยังสร้างภูมิคุ้มกันไม่เพียงพอให้ตรวจพบ
หากผลตรวจเป็นบวก ไม่ได้หมายความว่ากำลังมีเชื้ออยู่ในร่างกายเสมอไป เพราะบางคนอาจเคยติดเชื้อ และหายเองแล้ว จึงจำเป็นต้องมีการตรวจยืนยันเพิ่มเติม
2. HCV RNA หากผล Anti-HCV เป็นบวก แพทย์มักแนะนำให้ตรวจ HCV RNA ซึ่งเป็นการตรวจหาสารพันธุกรรมของไวรัสโดยตรง
การตรวจนี้ช่วยยืนยันว่า
- มีเชื้อไวรัสอยู่ในร่างกายหรือไม่
- เป็นการติดเชื้อที่ยังต้องได้รับการรักษาหรือไม่
นอกจากนี้ HCV RNA ยังใช้ในการประเมินผลการรักษา และติดตามว่าการรักษาประสบความสำเร็จหรือไม่
ทำไมจึงไม่ควรตรวจเพียงเมื่อมีอาการ?
เนื่องจากไวรัสตับอักเสบบี และซีสามารถอยู่ในร่างกายเป็นเวลานานโดยไม่แสดงอาการ การตรวจคัดกรองจึงเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการค้นหาผู้ติดเชื้อก่อนเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น โรคตับแข็งหรือมะเร็งตับ
ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง หรือไม่เคยตรวจมาก่อน ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับคำแนะนำเกี่ยวกับการตรวจที่เหมาะสม เพราะการรู้สถานะของตนเองตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยให้สามารถวางแผนการดูแลสุขภาพ รับการรักษาเมื่อจำเป็น และลดโอกาสแพร่เชื้อไปยังผู้อื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ขั้นตอนการตรวจไวรัสตับอักเสบบี และซี
การตรวจไวรัสตับอักเสบบี (HBV) และไวรัสตับอักเสบซี (HCV) เป็นการตรวจที่ไม่ซับซ้อน ใช้เวลาไม่นาน และสามารถทำได้ในโรงพยาบาล คลินิก หรือห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ที่ให้บริการตรวจเลือด โดยทั่วไปตั้งแต่เริ่มลงทะเบียนจนเสร็จสิ้นการเจาะเลือดใช้เวลาประมาณ 15–30 นาที ขึ้นอยู่กับจำนวนผู้เข้ารับบริการ
การตรวจประกอบด้วยขั้นตอนสำคัญ ดังนี้
1. ซักประวัติ และประเมินความเสี่ยง ก่อนการตรวจ แพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์จะสอบถามข้อมูลสุขภาพ และประวัติต่าง ๆ เพื่อเลือกการตรวจที่เหมาะสม เช่น
- อายุ และโรคประจำตัว
- ประวัติการได้รับวัคซีนไวรัสตับอักเสบบี
- ประวัติการตรวจไวรัสตับอักเสบบีหรือซีในอดีต
- การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน
- การใช้เข็มฉีดยาหรือของมีคมร่วมกับผู้อื่น
- การสักหรือเจาะร่างกาย
- การได้รับเลือดหรือปลูกถ่ายอวัยวะในอดีต
- การมีสมาชิกในครอบครัวติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี
- การตั้งครรภ์หรือการวางแผนมีบุตร
ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้แพทย์เลือกชุดการตรวจได้ตรงกับความเสี่ยงของแต่ละบุคคล และลดการตรวจที่ไม่จำเป็น
2. ให้คำปรึกษาก่อนการตรวจ ในบางสถานพยาบาล ผู้เข้ารับการตรวจจะได้รับคำอธิบายเกี่ยวกับ
- ความแตกต่างระหว่างไวรัสตับอักเสบบี และซี
- ความหมายของผลตรวจแต่ละรายการ
- ระยะเวลาที่ทราบผล
- แนวทางการดูแลตนเองหลังทราบผลตรวจ
หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับโรคหรือการตรวจ สามารถสอบถามแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์ได้ก่อนเข้ารับบริการ
3. เจาะเลือดเพื่อตรวจ การตรวจใช้ตัวอย่างเลือดจากหลอดเลือดดำบริเวณข้อพับแขน โดยเจ้าหน้าที่จะทำความสะอาดผิวหนังด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อก่อนเจาะเลือด
ปริมาณเลือดที่ใช้มีเพียงเล็กน้อย และใช้เวลาเจาะเลือดประมาณ 1–5 นาที หลังจากนั้นจะกดสำลีบริเวณที่เจาะเลือดประมาณ 2–5 นาที เพื่อลดการเกิดรอยช้ำหรือเลือดออก
4. ส่งตัวอย่างเลือดเข้าสู่ห้องปฏิบัติการ หลังจากเก็บตัวอย่างเลือดแล้ว จะส่งไปยังห้องปฏิบัติการเพื่อตรวจตามรายการที่แพทย์สั่ง เช่น
สำหรับไวรัสตับอักเสบบี (HBV)
- HBsAg
- Anti-HBs
- Anti-HBc
และอาจตรวจเพิ่มเติม เช่น
- HBeAg
- HBV DNA
- การทำงานของตับ (ALT, AST)
สำหรับไวรัสตับอักเสบซี (HCV)
- Anti-HCV
หากผลเป็นบวก อาจตรวจเพิ่มเติมด้วย
- HCV RNA
เพื่อยืนยันว่ามีเชื้อไวรัสอยู่ในร่างกายหรือไม่
5. รอรับผลตรวจ ระยะเวลาการทราบผลขึ้นอยู่กับประเภทของการตรวจ และห้องปฏิบัติการ โดยทั่วไป
- การตรวจคัดกรองเบื้องต้นอาจทราบผลภายในวันเดียว หรือประมาณ 1–3 วันทำการ
- การตรวจยืนยัน เช่น HBV DNA หรือ HCV RNA อาจใช้เวลาหลายวัน เนื่องจากเป็นการตรวจทางอณูชีววิทยาที่มีความละเอียดสูง
6. รับคำอธิบายผลตรวจจากแพทย์ หลังทราบผลตรวจ แพทย์จะอธิบายความหมายของผลแต่ละรายการ พร้อมประเมินว่าควรดำเนินการอย่างไรต่อไป เช่น
- ไม่พบการติดเชื้อ
- มีภูมิคุ้มกันจากวัคซีน
- เคยติดเชื้อ และหายแล้ว
- กำลังมีการติดเชื้อ
- จำเป็นต้องตรวจเพิ่มเติม
- ควรเข้ารับการรักษาหรือติดตามอาการเป็นระยะ
หากผลตรวจพบการติดเชื้อ แพทย์อาจแนะนำให้ตรวจเพิ่มเติมเพื่อประเมินสุขภาพตับ เช่น การตรวจการทำงานของตับ การวัดปริมาณไวรัส การตรวจอัลตราซาวนด์ตับ หรือการประเมินพังผืดในตับ เพื่อใช้ประกอบการวางแผนการรักษา
ก่อนตรวจต้องเตรียมตัวอย่างไร?
โดยทั่วไป การตรวจไวรัสตับอักเสบบี และซีไม่จำเป็นต้องงดน้ำหรืออาหาร ผู้เข้ารับการตรวจสามารถรับประทานอาหาร และดื่มน้ำได้ตามปกติ เว้นแต่แพทย์จะนัดตรวจเลือดรายการอื่นร่วมด้วย เช่น ระดับน้ำตาลหรือไขมันในเลือด ซึ่งอาจต้องงดอาหารล่วงหน้าตามคำแนะนำ
นอกจากนี้ ควรแจ้งแพทย์หากกำลังตั้งครรภ์ รับประทานยาเป็นประจำ หรือมีโรคประจำตัว เพื่อให้การแปลผล และการวางแผนการตรวจมีความเหมาะสมกับแต่ละบุคคล
หลังการตรวจต้องทำอย่างไร?
หลังเจาะเลือด ผู้เข้ารับการตรวจสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ เพียงหลีกเลี่ยงการยกของหนักหรือออกแรงมากด้วยแขนข้างที่เจาะเลือดในช่วง 1–2 ชั่วโมงแรก หากมีอาการบวม ช้ำ หรือเลือดซึมบริเวณที่เจาะเลือด ควรกดแผลต่ออีกเล็กน้อย และหากมีอาการผิดปกติควรปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์
การเข้ารับการตรวจคัดกรองแม้ใช้เวลาเพียงไม่นาน แต่เป็นก้าวสำคัญในการค้นหาการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี และซีตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ช่วยให้สามารถป้องกันภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น โรคตับแข็ง และมะเร็งตับ รวมถึงลดการแพร่กระจายของเชื้อไปยังผู้อื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หากผลตรวจเป็นบวก หมายความว่าเป็นโรคตับแข็งหรือไม่
คำตอบคือ ไม่ใช่
หลายคนรู้สึกกังวลเมื่อได้รับผลตรวจว่า ผลเป็นบวก (Positive) และเข้าใจว่าตนเองเป็นโรคตับแข็งหรือมะเร็งตับแล้ว แต่ในความเป็นจริง ผลตรวจเป็นบวกไม่ได้หมายความว่าเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงของโรคทันที
ผลตรวจเป็นบวกเพียงแสดงว่า พบหลักฐานของการติดเชื้อ หรือเคยสัมผัสเชื้อไวรัสตับอักเสบบีหรือซี ทั้งนี้ ความหมายของผลตรวจจะแตกต่างกันไปตามชนิดของการตรวจ เช่น HBsAg, Anti-HBc, Anti-HCV หรือ HCV RNA จึงไม่สามารถสรุปได้จากผลตรวจเพียงรายการเดียว
ตัวอย่างเช่น
- HBsAg เป็นบวก อาจหมายถึงกำลังมีการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี
- Anti-HCV เป็นบวก หมายถึงเคยสัมผัสเชื้อไวรัสตับอักเสบซี แต่ยังต้องตรวจ HCV RNA เพื่อยืนยันว่าปัจจุบันยังมีเชื้ออยู่หรือไม่
ดังนั้น เมื่อผลตรวจเป็นบวก แพทย์จะประเมินเพิ่มเติมเพื่อทราบระยะของโรค ระดับความรุนแรง และวางแผนการดูแลรักษาที่เหมาะสม
หากผลตรวจเป็นบวก แพทย์อาจตรวจเพิ่มเติมอะไรบ้าง?
เพื่อให้ทราบสภาพของตับ และความจำเป็นในการรักษา แพทย์อาจแนะนำการตรวจเพิ่มเติม เช่น
การตรวจการทำงานของตับ (Liver Function Tests)
เป็นการตรวจเลือดเพื่อประเมินการอักเสบ และการทำงานของตับ เช่น ค่า ALT, AST, Albumin และ Bilirubin ซึ่งช่วยบ่งชี้ว่าตับได้รับความเสียหายมากน้อยเพียงใด
การตรวจปริมาณไวรัส (Viral Load)
- HBV DNA สำหรับผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี
- HCV RNA สำหรับผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี
ผลตรวจนี้ช่วยบอกว่ามีไวรัสอยู่ในร่างกายหรือไม่ และมีปริมาณมากน้อยเพียงใด ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญในการพิจารณาเริ่มการรักษา และติดตามผล
การตรวจอัลตราซาวนด์ตับ
แพทย์อาจแนะนำให้ตรวจอัลตราซาวนด์เพื่อประเมินลักษณะของตับ เช่น
- ขนาดของตับ
- การเกิดพังผืด
- ภาวะตับแข็ง
- ก้อนเนื้อหรือความผิดปกติที่อาจสัมพันธ์กับมะเร็งตับ
การประเมินพังผืด และความเสี่ยงของโรคตับแข็ง
ในบางราย อาจมีการตรวจเพิ่มเติม เช่น การตรวจความแข็งของตับ (Liver Elastography หรือ FibroScan®) หรือการคำนวณคะแนนจากผลเลือด เพื่อประเมินระดับพังผืดในตับ และความเสี่ยงต่อการเกิดโรคตับแข็ง
ผลตรวจเป็นบวก ไม่ได้หมายความว่ารักษาไม่ได้
ปัจจุบันการรักษาโรคไวรัสตับอักเสบมีความก้าวหน้าอย่างมาก โดยเฉพาะไวรัสตับอักเสบซีที่สามารถรักษาให้หายได้ในผู้ป่วยส่วนใหญ่ด้วยยาต้านไวรัสชนิดออกฤทธิ์ตรง (Direct-Acting Antivirals: DAAs) ส่วนผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี แม้ยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดในผู้ป่วยส่วนใหญ่ แต่สามารถควบคุมโรคด้วยยาต้านไวรัสในผู้ที่มีข้อบ่งชี้ ช่วยลดการอักเสบของตับ ลดความเสี่ยงของโรคตับแข็ง และลดโอกาสเกิดมะเร็งตับได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หากผลตรวจเป็นลบ หมายความว่าปลอดภัยตลอดไปหรือไม่?
คำตอบคือ ไม่เสมอไป
ผลตรวจเป็นลบ (Negative) หมายถึง ไม่พบหลักฐานของการติดเชื้อตามการตรวจในขณะนั้น แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่สามารถติดเชื้อได้ในอนาคต
หากยังมีพฤติกรรมเสี่ยง เช่น
- มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน
- ใช้เข็มฉีดยาหรือของมีคมร่วมกับผู้อื่น
- สักหรือเจาะร่างกายด้วยอุปกรณ์ที่ไม่ได้มาตรฐาน
- สัมผัสเลือดของผู้อื่นโดยไม่มีการป้องกัน
ก็ยังมีโอกาสติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีหรือซีได้ในภายหลัง
นอกจากนี้ หากเพิ่งได้รับเชื้อไม่นาน ผลตรวจอาจยังเป็นลบได้ เนื่องจากร่างกายยังอยู่ใน ระยะฟักตัว (Window Period) ซึ่งเป็นช่วงที่เชื้อหรือภูมิคุ้มกันยังไม่สามารถตรวจพบได้ ดังนั้นในผู้ที่มีความเสี่ยงสูง แพทย์อาจแนะนำให้ตรวจซ้ำตามระยะเวลาที่เหมาะสม
หากผลตรวจเป็นลบ ควรทำอย่างไรต่อ
แม้ผลตรวจจะไม่พบการติดเชื้อ แต่ยังควรดูแลสุขภาพ และป้องกันตนเองอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง ควร
- ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งเมื่อมีเพศสัมพันธ์
- ไม่ใช้เข็มฉีดยา ของมีคม หรือของใช้ส่วนตัวที่อาจมีเลือดปนเปื้อนร่วมกับผู้อื่น
- เลือกสถานบริการสักหรือเจาะร่างกายที่ได้มาตรฐาน
- เข้ารับการตรวจซ้ำตามคำแนะนำของแพทย์ หากยังมีความเสี่ยงต่อการรับเชื้อ
หากยังไม่มีภูมิคุ้มกัน ควรรับวัคซีนไวรัสตับอักเสบบี
สำหรับผู้ที่ผลตรวจไม่พบการติดเชื้อ และยังไม่มีภูมิคุ้มกันต่อไวรัสตับอักเสบบี แพทย์อาจแนะนำให้รับวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี ซึ่งเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงในการป้องกันโรค และลดความเสี่ยงของโรคตับเรื้อรังในอนาคต
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน ยังไม่มีวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบซี ดังนั้นการหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง การใช้เครื่องมือที่สะอาด และการตรวจคัดกรองเมื่อมีข้อบ่งชี้ จึงยังคงเป็นแนวทางสำคัญในการป้องกันการติดเชื้อชนิดนี้

ตารางเปรียบเทียบการตรวจไวรัสตับอักเสบบี และซี
แม้ว่าการตรวจไวรัสตับอักเสบบี (HBV) และไวรัสตับอักเสบซี (HCV) จะเป็นการตรวจเลือดเหมือนกัน แต่มีวัตถุประสงค์ และวิธีการแปลผลที่แตกต่างกัน เนื่องจากไวรัสทั้งสองชนิดมีลักษณะการติดเชื้อ และการตอบสนองของภูมิคุ้มกันไม่เหมือนกัน การทำความเข้าใจความแตกต่างของการตรวจจะช่วยให้ทราบว่าทำไมแพทย์จึงเลือกตรวจแต่ละรายการ และเหตุใดบางรายจึงจำเป็นต้องตรวจเพิ่มเติม
| หัวข้อเปรียบเทียบ | การตรวจไวรัสตับอักเสบบี (HBV) | การตรวจไวรัสตับอักเสบซี (HCV) |
| วัตถุประสงค์หลัก | ตรวจหาการติดเชื้อ ประเมินภูมิคุ้มกัน และประเมินความจำเป็นในการฉีดวัคซีน | ตรวจหาการติดเชื้อ และยืนยันว่าปัจจุบันยังมีเชื้ออยู่หรือไม่ |
| การตรวจคัดกรองเบื้องต้น | HBsAg | Anti-HCV |
| การตรวจภูมิคุ้มกัน | Anti-HBs | ไม่มีการตรวจภูมิคุ้มกันเพื่อใช้ประเมินการป้องกันโรค |
| การตรวจว่ามีการสัมผัสเชื้อในอดีต | Anti-HBc | Anti-HCV |
| การตรวจยืนยันการติดเชื้อ | HBV DNA (ในรายที่แพทย์เห็นสมควร) | HCV RNA |
| มีวัคซีนป้องกันหรือไม่ | มีวัคซีนป้องกัน | ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีน |
| สามารถประเมินความจำเป็นในการฉีดวัคซีนได้หรือไม่ | ได้ โดยดูร่วมกับ HBsAg และ Anti-HBs | ไม่ได้ |
| ใช้ติดตามผลการรักษา | HBV DNA และการตรวจการทำงานของตับ | HCV RNA และการตรวจการทำงานของตับ |
| ระยะเวลาการตรวจ | เจาะเลือด ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที | เจาะเลือด ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที |
| การเตรียมตัวก่อนตรวจ | โดยทั่วไปไม่ต้องงดน้ำหรืออาหาร | โดยทั่วไปไม่ต้องงดน้ำหรืออาหาร |
ข้อดีและข้อจำกัดของการตรวจไวรัสตับอักเสบบี (HBV)
| ข้อดี | ข้อจำกัด |
| สามารถตรวจพบการติดเชื้อได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น | อาจต้องตรวจหลายรายการร่วมกันเพื่อแปลผลให้ถูกต้อง |
| ประเมินได้ว่าร่างกายมีภูมิคุ้มกันหรือไม่ | การแปลผลค่อนข้างซับซ้อนเมื่อเทียบกับโรคอื่น |
| ช่วยพิจารณาความจำเป็นในการรับวัคซีน | บางรายอาจต้องตรวจ HBV DNA เพิ่มเติมเพื่อประเมินการรักษา |
| ใช้ติดตามการรักษาและการดำเนินโรคได้ | ผลตรวจเพียงรายการเดียวไม่สามารถบอกความรุนแรงของโรคได้ |
| ช่วยค้นหาผู้ติดเชื้อที่ยังไม่มีอาการ | จำเป็นต้องประเมินร่วมกับการตรวจการทำงานของตับและประวัติสุขภาพ |
ข้อดี และข้อจำกัดของการตรวจไวรัสตับอักเสบซี (HCV)
| ข้อดี | ข้อจำกัด |
| ตรวจคัดกรองเบื้องต้นได้ง่ายด้วย Anti-HCV | ผล Anti-HCV เป็นบวก ไม่ได้หมายความว่ายังมีเชื้ออยู่เสมอ |
| ช่วยค้นหาผู้ติดเชื้อที่ไม่มีอาการ | จำเป็นต้องตรวจ HCV RNA เพื่อยืนยันการติดเชื้อที่ยังดำเนินอยู่ |
| ช่วยให้เข้าสู่การรักษาได้เร็ว ซึ่งปัจจุบันมีโอกาสรักษาหายสูง | หากเพิ่งได้รับเชื้อ ผลตรวจอาจยังไม่พบภูมิคุ้มกันในระยะแรก |
| ใช้ติดตามผลการรักษาด้วย HCV RNA ได้อย่างมีประสิทธิภาพ | อาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มหากต้องตรวจยืนยันด้วยการตรวจระดับโมเลกุล |
ควรเลือกตรวจแบบใด?
การเลือกตรวจไม่ได้ขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้เข้ารับบริการเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของการตรวจ ประวัติสุขภาพ และปัจจัยเสี่ยงของแต่ละบุคคล แพทย์จะเป็นผู้พิจารณาว่าควรตรวจรายการใด หรือจำเป็นต้องตรวจทั้งไวรัสตับอักเสบบี และซีร่วมกันหรือไม่
ในหลายกรณี โดยเฉพาะการตรวจสุขภาพประจำปี การตรวจคัดกรองก่อนตั้งครรภ์ การตรวจในผู้ที่มีค่าการทำงานของตับผิดปกติ หรือผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการรับเชื้อ แพทย์อาจแนะนำให้ตรวจทั้ง HBV และ HCV พร้อมกัน เพื่อให้สามารถประเมินสุขภาพตับได้อย่างครอบคลุม และวางแผนการดูแลหรือการป้องกันได้อย่างเหมาะสม
อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
- ไขความจริง! ทำไมทุกคนควรฉีดวัคซีนไวรัสตับอักเสบเอ และบี
- สัญญาณเงียบที่ตับกำลังพัง ตรวจเช็กก่อนสายได้ที่ภูเก็ต
แม้คุณจะรู้สึกแข็งแรง และไม่มีอาการผิดปกติ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีหรือไวรัสตับอักเสบซี เพราะโรคทั้งสองชนิดสามารถดำเนินไปอย่างเงียบ ๆ เป็นเวลาหลายปี การตรวจคัดกรองจึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการค้นหาผู้ติดเชื้อก่อนเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น โรคตับแข็ง และมะเร็งตับการรู้สถานะของตนเองตั้งแต่เนิ่น ๆ ช่วยให้สามารถวางแผนการดูแลสุขภาพ รับการรักษาเมื่อจำเป็น ลดการแพร่เชื้อ และปกป้องสุขภาพของคนรอบข้างได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากคุณไม่เคยตรวจมาก่อน หรือมีปัจจัยเสี่ยง การปรึกษาแพทย์เพื่อรับคำแนะนำเรื่องการตรวจคัดกรองถือเป็นก้าวสำคัญในการดูแลสุขภาพตับในระยะยาว
ช่องทางการติดต่อ
สาขาลากูน่า
- ภูเก็ต เมดิคอล คลินิก สาขาลากูน่า ตั้งอยู่ที่ 58/1 ตำบลเชิงทะเล อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต 83100
- เปิดบริการทุกวัน จันทร์ – อาทิตย์ 09.00 – 22.00 น.
- สอบถามผ่าน Line id. @pmcphuket (มี @ ด้วยนะครับ)
- เบอร์โทรติดต่อ 096 236 2449
- แผนที่คลินิก https://maps.app.goo.gl/SXaeLrSU9Lx47YPH6
- จองคิวตรวจออนไลน์ https://pmclaguna.youcanbook.me
สาขาในเมือง
- ภูเก็ต เมดิคอล คลินิก สาขาเมืองภูเก็ต ตั้งอยู่ที่ 41/7-41/8 ตำบลตลาดเหนือ อำเภอเมืองภูเก็ต จ.ภูเก็ต 83000
- เปิดบริการทุกวัน จันทร์ – อาทิตย์ 09.00 – 20.00 น.
- สอบถามผ่าน Line id. @pmcphuket (มี @ ด้วยนะครับ)
- เบอร์โทรติดต่อ 096 228 2449
- แผนที่คลินิก https://maps.app.goo.gl/yeU9qNArGg3qdwZw9
- จองคิวตรวจออนไลน์ https://pmctown.youcanbook.me
สาขาหอนาฬิกา
- ภูเก็ต เมดิคอล คลินิก สาขาหอนาฬิกา ตั้งอยู่ที่ 206/8 ถ. ภูเก็ต ต.ตลาดใหญ่ อำเภอเมืองภูเก็ต ภูเก็ต 83000
- เปิดบริการ
- จันทร์ – ศุกร์ 11.00 – 19.00 น.
- เสาร์ 11.00 – 18.00 น.
- อาทิตย์หยุด
- สอบถามผ่าน Line id. @pmcphuket (มี @ ด้วยนะครับ)
- เบอร์โทรติดต่อ 096 696 2449
- แผนที่คลินิก https://maps.app.goo.gl/svPvTabmmD1DHe9v9
- จองคิวตรวจออนไลน์ https://phuketmedicalclinic.youcanbook.me
เอกสารอ้างอิง
- World Health Organization (WHO). Hepatitis B Fact Sheet. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/hepatitis-b
- Centers for Disease Control and Prevention (CDC). Hepatitis C. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.cdc.gov/hepatitis/hcv
- Centers for Disease Control and Prevention (CDC). Viral Hepatitis. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.cdc.gov/hepatitis
- กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. โรคไวรัสตับอักเสบบี และซี ข้อมูลสำหรับประชาชน. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://ddc.moph.go.th
- กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. กองโรคเอดส์และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์. แนวทางการป้องกันและควบคุมโรคไวรัสตับอักเสบ. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://ddc.moph.go.th/aids
