การติดเชื้อเอชไอวี (HIV) ยังคงเป็นประเด็นสำคัญด้านสาธารณสุขทั่วโลก โดยเฉพาะเมื่อเกิดเหตุการณ์เสี่ยงที่อาจทำให้ติดเชื้อแบบไม่ตั้งใจ เช่น มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน ถุงยางอนามัยรั่วหรือหลุด ถูกล่วงละเมิดทางเพศ หรือสัมผัสเลือดของผู้ที่ติดเชื้อ ในสถานการณ์เหล่านี้ ยาเป๊ป (PEP, Post-Exposure Prophylaxis) คือยาต้านไวรัสชนิดหนึ่งที่สามารถช่วยป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีได้ หากเริ่มใช้ทันเวลา และรับประทานอย่างถูกต้อง
ที่ ภูเก็ต เมดิคอล คลินิก เราพร้อมให้บริการยาเป๊ป (PEP) ด่วน สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงสูง โดยต้องเริ่มภายใน 72 ชั่วโมงหลังเหตุการณ์ เพื่อเพิ่มโอกาสการป้องกันให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

PEP คืออะไร?
ยาเป๊ป (PEP, Post-Exposure Prophylaxis) คือ การใช้ยาต้านไวรัสเอชไอวีแบบฉุกเฉิน หลังเกิดเหตุการณ์เสี่ยง เพื่อ ขัดขวางไม่ให้ไวรัสตั้งหลัก/ฝังตัว ในร่างกาย ต้องเริ่มให้ เร็วที่สุด และไม่เกิน 72 ชั่วโมง หลังสัมผัสเสี่ยง และกิน ต่อเนื่องครบ 28 วัน จึงจะมีประสิทธิภาพสูงสุด (ทุกชั่วโมงมีความหมาย)
ยาเป๊ปใช้เฉพาะเหตุฉุกเฉินครั้งนั้นๆ ไม่ใช่ ยาสำหรับป้องกันเป็นประจำ และ ไม่ทดแทน การใช้ถุงยางอนามัยหรือการใช้ PrEP สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงต่อเนื่องครับ
สถานการณ์ที่ควรพิจารณา ใช้ยาเป๊ป (PEP)
- มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกันกับคู่นอนที่ไม่ทราบสถานะเอชไอวี
- ถุงยางอนามัยแตก/รั่ว/หลุด ขณะมีเพศสัมพันธ์
- ถูกล่วงละเมิดทางเพศ
- เข็มตำหรือสัมผัสเลือด/สารคัดหลั่งที่อาจมีเชื้อเอชไอวี
หลักคือ ประเมินความเสี่ยงให้ไว และถ้าเข้าเกณฑ์ให้เริ่มยาเป๊ป ทันที ผลตรวจเลือดเริ่มต้นทำได้ แต่อย่ารอผลแล้วค่อยเริ่มยา (เริ่มไปก่อน และปรับตามผลภายหลังได้)
ทำไมต้องเริ่มยาเป๊ป (PEP)ภายใน 72 ชั่วโมง?
เนื่องจากเชื้อเอชไอวีสามารถแพร่เชื้อได้เร็วมาก ในช่วงวันแรก ๆ หลังสัมผัสเชื้อเอชไอวี หลักฐานเชิงชีววิทยา และแนวทางเวชปฏิบัติชี้ตรงกันว่า การกินยาเป๊ป ยิ่งเริ่มเร็ว ยิ่งป้องกันได้ดี และถ้าเริ่มกินยาหลัง 72 ชั่วโมง ประสิทธิภาพจะ ลดลงอย่างมาก ดังนั้นส่วนใหญ่จะไม่แนะนำให้เริ่มยาเป๊ป แต่ยังควรตรวจหาเชื้อ และรับแผนติดตาม/ป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีด้วยวิธีอื่นต่อไป
กลไกการทำงานของยาเป๊ป (PEP)
ยาเป๊ป เป็นสูตรยาต้านไวรัส 3 ชนิด ที่ทำงานร่วมกันเพื่อ ยับยั้งขั้นตอนเพิ่มจำนวนของไวรัส (เช่น เอนไซม์รีเวิร์สทรานสคริปเตส/อินทิเกรส) ทำให้ไวรัส ไม่สามารถฝังตัว และ ไม่แพร่เพิ่ม หากเริ่มก่อนเชื้อปักหลักในเซลล์เป้าหมายได้ทันเวลา
สูตรยาที่แนะนำ
แนวทาง CDC ปี 2025 แนะนำว่า สูตรหลัก (preferred) สำหรับผู้ใหญ่/วัยรุ่นที่ไม่มีข้อห้าม ได้แก่
- สูตรเม็ดเดียววันละครั้ง: bictegravir/emtricitabine/tenofovir alafenamide (BIC/FTC/TAF) หรือ
- สูตรผสม: dolutegravir (DTG) + (TAF หรือ TDF) + (FTC หรือ 3TC)
กิน ครบ 28 วัน โดยปรับตามโรคร่วม/การตั้งครรภ์/ไต-ตับ/ยาที่ใช้อยู่ และปัจจัยปฏิสัมพันธ์ของยา (เช่น ยาลดกรด/สมุนไพรบางชนิด) เพื่อให้ ทนยาได้ดี และกินได้ครบ ซึ่งสำคัญต่อประสิทธิภาพของยาเป๊ป มากที่สุด
หมายเหตุ: WHO แนะนำให้จ่ายครบ 28 วันตั้งแต่ครั้งแรก (ไม่แบ่งเป็นสตาร์เตอร์แพ็ก) เพื่อช่วยการยึดมั่นการกินยา และลดการขาดช่วง ในทางปฏิบัติบางประเทศยังมี “สตาร์เตอร์ 3–5 วัน” แต่ต้องรับยาที่เหลือให้ครบก่อนยาแรกหมดเสมอ

การตรวจ และติดตามเมื่อใช้ยาเป๊ป (PEP)
ก่อนเริ่มใช้ยาเป๊ป (PEP)
- ตรวจยืนยันว่าไม่ติดเชื้อเอชไอวีก่อน
- ใช้ Rapid Ag/Ab หรือ แล็บ Ag/Ab
- ถ้าเคยใช้ PrEP แบบฉีดออกฤทธิ์ยาว ภายใน 12 เดือนที่ผ่านมา → เพิ่มการตรวจ NAT (RNA) เพื่อความแม่นยำ
- ตรวจพื้นฐานก่อนเริ่มยา
- ครีอะตินีน (Creatinine) → ประเมินการทำงานของไต
- AST/ALT → ตรวจการทำงานของตับ
- สถานะไวรัสตับบี (HBV status) → ว่ามีภูมิหรือเคยติดเชื้อมาก่อน
- ตรวจการตั้งครรภ์ (ถ้าเกี่ยวข้อง)
- คัดกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STI) อื่น ๆ เช่น ซิฟิลิส หนองใน คลามัยเดีย ตามความเสี่ยง
- อย่าชะลอการให้ยา
- หากอยู่ในภาวะเสี่ยงควรเริ่มกินยาเป๊ปทันที แม้ผลบางการตรวจจะยังไม่ออกก็ตาม
- หากอยู่ในภาวะเสี่ยงควรเริ่มกินยาเป๊ปทันที แม้ผลบางการตรวจจะยังไม่ออกก็ตาม
การติดตามหลังเริ่มใช้ยาเป๊ป (PEP)
- ภายใน 24 ชั่วโมงแรก
- นัดติดตามเร็ว (โทรหรือพบแพทย์)
- ทบทวนสูตรยา วิธีการกินให้ตรงเวลา และตรวจสอบอาการข้างเคียง
- ที่ 4–6 สัปดาห์หลังสัมผัส
- ตรวจ Ag/Ab + NAT ด้วยชุดตรวจที่ไว
- ประเมินผลข้างเคียง และพิษจากยา
- ที่ 12 สัปดาห์ (≈3 เดือน) หลังสัมผัส
- ตรวจยืนยันอีกครั้งว่าไม่ติดเชื้อ
สรุปเหตุการณ์ และพิจารณาเปลี่ยนไปใช้ PrEP หากยังมีความเสี่ยงซ้ำ
- ตรวจยืนยันอีกครั้งว่าไม่ติดเชื้อ
ผลข้างเคียงของการใช้ยาเป๊ป (PEP)
อาจมี คลื่นไส้ เวียนศีรษะ อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ ในช่วงแรก ๆ ซึ่งมัก ไม่รุนแรง และหายเอง หากรบกวนการใช้ชีวิต ให้ปรึกษาแพทย์เพื่อปรับเวลา/ให้ยาบรรเทาตามอาการ อย่าหยุดยาเอง เพราะ กินไม่ครบ 28 วัน = ลดประสิทธิภาพ และเพิ่มความเสี่ยงติดเชื้อได้
ถ้าเกิน 72 ชั่วโมงแล้ว ควรทำอย่างไร?
โดยหลัก ไม่แนะนำ ให้เริ่มยาเป๊ป หลัง 72 ชม. แต่ยัง ควรพบแพทย์ เพื่อ
- ตรวจเอชไอวีตามช่วงที่เหมาะ (และ NAT หากเข้าข่าย)
- รับคำปรึกษาการป้องกัน, การตรวจซ้ำ, และ PrEP สำหรับอนาคต
- ตรวจ/รักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ ตามบริบทความเสี่ยง
ประสิทธิภาพของยาเป๊ป (PEP)
งานวิจัยจากหลายประเทศยืนยันตรงกันว่ายาเป๊ปมีประสิทธิภาพสูงมาก หากใช้ถูกวิธี โดยเฉพาะเมื่อเริ่มภายใน 72 ชั่วโมงแรก หลังเกิดเหตุการณ์เสี่ยง และ รับประทานยาต่อเนื่องครบ 28 วัน ตามคำสั่งแพทย์ ความสามารถในการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีสามารถสูงถึง มากกว่า 90%
อย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยสำคัญ 2 ประการ
- ความรวดเร็วในการเริ่มยา – เริ่มภายในไม่กี่ชั่วโมงจะให้ผลดีกว่าการรอจนใกล้ครบ 72 ชั่วโมง
- ความเคร่งครัดในการใช้ยา – ต้องกินตรงเวลา ไม่ลืม และไม่หยุดก่อนครบกำหนด
แม้ยาเป๊ป จะมีประสิทธิภาพสูง แต่ ไม่สามารถป้องกันได้ 100% จึงยังจำเป็นต้องใช้วิธีป้องกันอื่นร่วมด้วย เช่น การใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ และการตรวจเอชไอวีซ้ำตามกำหนด

ข้อดีของยาเป๊ป (PEP)
- เป็นวิธีป้องกันฉุกเฉิน ที่ช่วยลดความเสี่ยงการติดเชื้อเอชไอวีหลังสัมผัสได้มาก
- เหมาะสำหรับผู้ที่เพิ่งมีเหตุการณ์เสี่ยง และไม่สามารถป้องกันด้วยวิธีอื่นได้ทันเวลา
- ได้รับการรับรองในแนวทางของ WHO และ CDC ว่ามีประสิทธิภาพ และปลอดภัยหากใช้ถูกวิธี
- สามารถใช้ได้ทั้งในกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ และบุคคลทั่วไป
ข้อเสียของยาเป๊ป (PEP)
- ต้องเริ่มภายใน 72 ชั่วโมงเท่านั้น ถ้าเกินเวลานี้ ประสิทธิภาพจะลดลงมากจนไม่แนะนำให้ใช้
- ต้องรับประทานยาติดต่อกันเป็นเวลา 28 วัน ซึ่งบางคนอาจมีปัญหากับการกินยาต่อเนื่อง
- อาจมีผลข้างเคียง เช่น คลื่นไส้ อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ หรือท้องเสีย
- มีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง และไม่ใช่ทุกสถานพยาบาลที่มีบริการตลอดเวลา
ข้อควรระวังในการใช้ยาเป๊ป (PEP)
- ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เสมอ เพื่อปรับสูตรยาให้เหมาะกับสุขภาพของแต่ละบุคคล
- ผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือกำลังใช้ยาบางชนิด อาจต้องปรับยาหรือเปลี่ยนสูตรยาเป๊ป เพื่อป้องกันปฏิกิริยาระหว่างยา
- ห้ามใช้ยาเป๊ป แทนการป้องกันแบบประจำ เช่น PrEP หรือถุงยางอนามัย เพราะไม่ได้ออกแบบมาเพื่อใช้ระยะยาว
- ต้องตรวจเอชไอวีซ้ำตามระยะที่แพทย์กำหนด เพื่อยืนยันผลว่าปลอดภัย
ระหว่างใช้ยาเป๊ป (PEP) ต้องทำอย่างไรบ้าง?
- รับประทานยาตรงเวลา – ตั้งนาฬิกาเตือนเพื่อไม่ให้ลืม และห้ามหยุดยาเอง
- ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง ที่มีเพศสัมพันธ์ เพื่อป้องกันทั้งเอชไอวีและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น
- หลีกเลี่ยงการใช้เข็มฉีดยาร่วม หรือการสัมผัสเลือดและสารคัดหลั่งของผู้อื่น
- มาตามนัดแพทย์ทุกครั้ง เพื่อประเมินอาการ ตรวจเลือด และปรับการรักษาหากจำเป็น
- แจ้งแพทย์ทันที หากมีผลข้างเคียงรุนแรง เช่น คลื่นไส้มาก อาเจียนบ่อย ผื่นแพ้ หรืออาการผิดปกติอื่น
ขั้นตอนการเข้ารับยาเป๊ป (PEP)
การเข้ารับยาเป๊ป เป็นกระบวนการที่ต้องดำเนินอย่างรวดเร็ว และรอบคอบ เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดในการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี โดยขั้นตอนสำคัญมีดังนี้
- ประเมินความเสี่ยง เมื่อผู้รับบริการมาถึง แพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์จะซักประวัติอย่างละเอียด ทั้งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ลักษณะความเสี่ยง ระยะเวลาที่ผ่านมา รวมถึงสถานะสุขภาพโดยรวม ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้แพทย์ตัดสินใจได้ว่าจำเป็นต้องเริ่มยาเป๊ป หรือไม่
- ตรวจหาเชื้อเอชไอวี และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STIs) ในหลายกรณี แพทย์จะทำการตรวจเลือดเพื่อดูสถานะเอชไอวีในปัจจุบัน พร้อมทั้งตรวจหาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ เช่น ซิฟิลิส หนองใน หนองในเทียม และไวรัสตับอักเสบบี-ซี การตรวจนี้มีความสำคัญ เพราะช่วยวางแผนการรักษา และติดตามผลได้แม่นยำมากขึ้น
- เริ่มรับยาเป๊ป หากประเมินแล้วว่าผู้รับบริการอยู่ในกลุ่มเสี่ยง แพทย์จะสั่งจ่ายยาต้านไวรัสทันที โดยต้องเริ่มใช้ยาให้เร็วที่สุดภายใน 72 ชั่วโมงหลังเหตุการณ์เสี่ยง พร้อมอธิบายวิธีรับประทานอย่างถูกต้อง และเน้นว่าต้องรับประทานต่อเนื่องทุกวันเป็นเวลา 28 วัน ห้ามหยุดหรือขาดยา
- ติดตามอาการ หลังเริ่มใช้ยาเป๊ป ผู้รับบริการจะต้องกลับมาตรวจติดตามผลตามกำหนด ได้แก่ ที่ 6 สัปดาห์ 3 เดือน และ 6 เดือน เพื่อตรวจเอชไอวีซ้ำ และประเมินสุขภาพโดยรวม รวมถึงตรวจสอบว่ามีผลข้างเคียงจากยาหรือไม่ หากพบความผิดปกติ แพทย์จะให้คำแนะนำ และปรับการรักษาให้เหมาะสม

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับยาเป๊ป (PEP)
Q : ยา PEP คืออะไร?
A: ยาเป๊ป (Post-Exposure Prophylaxis) คือ ยาต้านไวรัสเอชไอวีที่ใช้ในกรณีฉุกเฉิน เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อเอชไอวีฝังตัวในร่างกาย ต้องรับประทานภายใน 72 ชั่วโมงหลังเหตุการณ์เสี่ยง และต่อเนื่องเป็นเวลา 28 วัน
Q : ยาเป๊ปใช้รักษาเอชไอวีได้หรือไม่?
A: ไม่สามารถใช้รักษาเอชไอวีได้ ยาเป๊ปเป็นเพียงการป้องกันหลังได้รับความเสี่ยงเท่านั้น หากติดเชื้อแล้วจะต้องใช้ยาต้านไวรัสแบบถาวร (ART)
Q : ใครควรใช้ยาเป๊ป?
A: ผู้ที่มีความเสี่ยงสูง เช่น มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน, ถุงยางแตก/รั่ว, ถูกล่วงละเมิดทางเพศ, ใช้เข็มร่วม หรือสัมผัสเลือดของผู้ติดเชื้อ
Q : ต้องเริ่มใช้ยาเป๊ปภายในกี่ชั่วโมง?
A: ควรเริ่มใช้ให้เร็วที่สุดภายใน 2 ชั่วโมง และไม่เกิน 72 ชั่วโมงหลังเหตุการณ์เสี่ยง หากเกินเวลานี้ ประสิทธิภาพของยาจะลดลงอย่างมาก
Q : ระหว่างใช้ยาเป๊ปต้องทำอย่างไร?
A: ต้องรับประทานยาตรงเวลา, ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์, หลีกเลี่ยงการใช้เข็มร่วม, และมาตรวจติดตามผลตามแพทย์นัด
Q : ผลข้างเคียงของยาเป๊ปมีอะไรบ้าง?
A: อาจมีอาการคลื่นไส้ อ่อนเพลีย ปวดหัว หรือท้องเสีย ซึ่งมักเป็นเพียงชั่วคราว หากอาการรุนแรงควรรีบปรึกษาแพทย์
Q : ยาเป๊ป ป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ ได้หรือไม่?
A: ไม่สามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น เช่น ซิฟิลิส หนองใน หรือหนองในเทียม จึงควรใช้ถุงยางอนามัยร่วมด้วยเสมอ
Q : หลังจบการใช้ยาเป๊ปต้องทำอะไรต่อ?
A: ต้องตรวจเอชไอวีซ้ำตามกำหนด (เช่น ที่ 6 สัปดาห์, 3 เดือน และ 6 เดือน) เพื่อยืนยันผลว่าปลอดเชื้อ
Q : ยาเป๊ปต่างจากยาเพร็พอย่างไร?
A: ยาเป๊ป ใช้หลังเกิดเหตุการณ์เสี่ยง (Emergency Prevention) ส่วน PrEP ใช้ก่อนมีความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง (Prevention Before Exposure)
Q : สามารถรับยาเป๊ปได้ที่ไหน?
A: สามารถรับได้ที่โรงพยาบาล คลินิกเฉพาะทาง หรือศูนย์บริการสุขภาพที่มีบริการยาเป๊ป โดยควรโทรสอบถามก่อนเพื่อยืนยันว่ามียาพร้อมจ่าย
ทำไมควรเลือกบริการขอรับยาเป๊ป ที่ ภูเก็ต เมดิคอล คลินิก?
การเข้ารับบริการยาเป๊ป ไม่ใช่แค่เรื่องของการได้ยาต้านไวรัสทันเวลาเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับความถูกต้อง ปลอดภัย และความมั่นใจในกระบวนการรักษา ซึ่ง ภูเก็ต เมดิคอล คลินิก ถือเป็นหนึ่งในสถานที่ที่ตอบโจทย์ครบทุกด้าน ดังนี้
- ทีมแพทย์ และบุคลากรผู้เชี่ยวชาญด้านเอชไอวี และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ที่นี่มีแพทย์ และบุคลากรทางการแพทย์ที่ผ่านการอบรม และมีประสบการณ์ตรงในการดูแลผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวี สามารถประเมินความเสี่ยงได้อย่างแม่นยำ และให้คำแนะนำที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล
- บริการรวดเร็ว ทันต่อเวลา ในกรณี ยาเป๊ป เวลาเป็นสิ่งสำคัญ การเริ่มใช้ยาภายใน 72 ชั่วโมงแรกมีผลต่อประสิทธิภาพสูงสุด ภูเก็ต เมดิคอล คลินิกมีระบบบริการที่รวดเร็ว ลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น เพื่อให้ผู้รับบริการเริ่มใช้ยาได้ทันที
- การติดตามดูแลอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่เริ่มยาแล้วจบ แต่ที่นี่มีระบบติดตามอาการ นัดตรวจซ้ำ และตรวจเอชไอวีตามกำหนด เพื่อความมั่นใจในผลลัพธ์ และความปลอดภัยของผู้ป่วยในระยะยาว
- ความเป็นส่วนตัว และการไม่ตีตรา คลินิกให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัวของผู้รับบริการ ข้อมูลทุกอย่างจะถูกเก็บเป็นความลับ และเจ้าหน้าที่ได้รับการฝึกฝนให้ดูแลผู้ป่วยโดยไม่ตัดสินหรือตีตรา
- บริการครบวงจร นอกจาก ยาเป๊ป แล้ว ที่นี่มีบริการตรวจ และป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ เช่น PrEP การตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ครบวงจร รวมถึงการให้คำปรึกษาด้านเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย
อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
- บริการตรวจหาเชื้อเอชไอวี และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ที่ ภูเก็ต เมดิคอล คลินิก
- บริการดูแลสุขภาพครบวงจรที่ ภูเก็ต เมดิคอล คลินิก
ยาเป๊ป (PEP) คือ เครื่องมือป้องกันเอชไอวีที่สำคัญในกรณีฉุกเฉิน แต่ต้องเริ่มใช้ภายใน 72 ชั่วโมงเพื่อประสิทธิภาพสูงสุด หากคุณอยู่ในสถานการณ์เสี่ยง อย่ารอช้า รีบติดต่อ ภูเก็ต เมดิคอล คลินิก เพื่อขอรับการประเมิน และเริ่มยาโดยเร็วที่สุด
ช่องทางการติดต่อ
สาขาลากูน่า
- ภูเก็ต เมดิคอล คลินิก สาขาลากูน่า ตั้งอยู่ที่ 58/1 ตำบลเชิงทะเล อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต 83100
- เปิดบริการทุกวัน จันทร์ – อาทิตย์ 09.00 – 22.00 น.
- สอบถามผ่าน Line id. @pmcphuket (มี @ ด้วยนะครับ)
- เบอร์โทรติดต่อ 096 236 2449
- แผนที่คลินิก https://maps.app.goo.gl/SXaeLrSU9Lx47YPH6
- จองคิวตรวจออนไลน์ https://pmclaguna.youcanbook.me
สาขาในเมือง
- ภูเก็ต เมดิคอล คลินิก สาขาเมืองภูเก็ต ตั้งอยู่ที่ 41/7-41/8 ตำบลตลาดเหนือ อำเภอเมืองภูเก็ต จ.ภูเก็ต 83000
- เปิดบริการทุกวัน จันทร์ – อาทิตย์ 09.00 – 20.00 น.
- สอบถามผ่าน Line id. @pmcphuket (มี @ ด้วยนะครับ)
- เบอร์โทรติดต่อ 096 228 2449
- แผนที่คลินิก https://maps.app.goo.gl/yeU9qNArGg3qdwZw9
- จองคิวตรวจออนไลน์ https://pmctown.youcanbook.me
สาขาหอนาฬิกา
- ภูเก็ต เมดิคอล คลินิก สาขาหอนาฬิกา ตั้งอยู่ที่ 206/8 ถ. ภูเก็ต ต.ตลาดใหญ่ อำเภอเมืองภูเก็ต ภูเก็ต 83000
- เปิดบริการทุกวัน จันทร์ – อาทิตย์ 12.00 – 20.00น. (ช่วงเเรก)
- สอบถามผ่าน Line id. @pmcphuket (มี @ ด้วยนะครับ)
- เบอร์โทรติดต่อ 096 696 2449
- แผนที่คลินิก https://maps.app.goo.gl/svPvTabmmD1DHe9v9
- จองคิวตรวจออนไลน์ https://phuketmedicalclinic.youcanbook.me
เอกสารอ้างอิง
- National Institutes of Health (NIH). Post-Exposure Prophylaxis (PEP) Fact Sheet. ข้อมูลเกี่ยวกับการใช้ PEP ป้องกันการติดเชื้อ HIV หลังเหตุการณ์เสี่ยง. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://hivinfo.nih.gov/understanding-hiv/fact-sheets/post-exposure-prophylaxis-pep
- Centers for Disease Control and Prevention (CDC). Antiretroviral Postexposure Prophylaxis After Sexual, Injection Drug Use, or Other Nonoccupational Exposure to HIV — United States, 2025. MMWR Recommendations and Reports. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.cdc.gov/mmwr/volumes/74/rr/rr7401a1.htm
- National Center for Biotechnology Information (NCBI). Post-Exposure Prophylaxis to Prevent HIV Infection. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.ncbi.nlm.nih.gov/books/NBK562734/
- กระทรวงสาธารณสุขแห่งประเทศไทย. กรมควบคุมโรค. แนวทางการให้ยาป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีหลังสัมผัสความเสี่ยง (PEP) ในประเทศไทย. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://ddc.moph.go.th
- มูลนิธิศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย. ข้อมูลเกี่ยวกับ PEP และการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.trcarc.org
